แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

101 ประโยชน์จากน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil)

1. ส่งเสริมสุขภาพของหัวใจ (Promotes Heart Health)

ในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว โอเมก้า 6 และ 9 รวมทั้งไฟโตสเตอ
     รอล (phytosterols) ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผนังหลอดเลือด ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ลดระดับความดันโลหิตสูง และระดับคอเลสเตอรอล รวมทั้งระดับดับน้ำตาลในเส้นเลือด

2. ป้องกันการติดเชื้อรา (Fights Fungal Infections)

จากผลการวิจัยพบว่า เชื้อราไม่สามารถอยู่ร่วมกับองค์ประกอบของสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงให้ข้อสรุปว่า น้ำมันฮับบา
     ตุซเซาดะฮ์ เป็นพืชสมุนไพรที่ดีเยี่ยมในการให้การรักษาทางธรรมชาติ

3. ลดอาการภูมิแพ้ (การติดเชื้อในไซนัส) - Reduces Allergies (Sinus Infections)

4. ทำให้ผิวพรรณดี (Good for Your Skin)

ในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีกรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกาย. วิตามิน, สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดอะมิโน จึงทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่น ปกป้องแสงแดด anti-aging และ
     ต่อต้านริ้วรอย

5. มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งผิวหนัง - Efficient Skin Cancer Treatment (Melanoma)

มะเร็งผิวหนัง ประเภท Melanoma หรือ ทีเรียกว่า “มะเร็งไฝ” ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการได้รับแสงแดดจัดเรื้อรัง มีการอักเสบเรื้อรัง ได้รับสารพิษ เป็นโรคที่เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายบกพร่อง และส่วนใหญ่กลายพันธุ์มาจากไฝ

ในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีองค์ประกอบของสารอาหารสำคัญ คือ thymoquinone และ thymohydroquinone ที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเซลล์มะเร็งร้าย และปกป้อง
     ร่างกายจากผลกระทบของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ

7. ป้องกันการติดเชื้อ (Infection Killer) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ เป็นนักฆ่าที่ช่วยต่อสู้และปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อทุกชนิด ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า


6. รักษาสิว (Acne) – เนื่องจากสิวมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และในน้ำมันฮับบา
     ตุซเซาดะฮ์ มีคุณสมบัติในการป้องกันการติดเชื้อ (anti-inflammatory)

8. ช่วยส่งเสริมภาวะเจริญพันธุ์ (Boosts Fertility) – ภาวการณ์มีบุตรยากมากจากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ช่วยส่งเสริมความสมบูรณ์ให้แก่สุขภาวการณ์เจริญพันธุ์ของร่างกาย จึงช่วยแก้ปัญหาภาวะการมีบุตรยาก ทั้งในเพศชายและหญิง

9. ทำให้มีสุขภาพผมที่ดี (Good for Your Hair) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ช่วยฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพผมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นผมบาง ผมแห้ง หรือผมหงอกก่อนวัย ทั้งนี้ เนื่องจากมันประกอบไปด้วยสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

10. ช่วยลดอาการไข้หวัดใหญ่หรือเป็นไข้ (Reduces Flu’s and Fevers) – ให้ผสมน้ำผึ้ง และน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ในน้ำอุ่น ๆ ดื่มเป็นประจำ จะช่วยลดอาการไข้ และส่งเสริมสุขภาพโดยรวมให้แก่ร่างกาย

11. รักษาฝีและฝีฝักบัว (Cures Boils and Carbuncles)

12. รักษาอาการไอและหอบหืด (Treat Coughs and Asthma)

13. โรคอุจจาระร่วง (Black Seed Oil for Diarrhea) – แนะนำให้ผสมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 1-2 ช้อนโต๊ะในโยเกิร์ต รับประทาน 2 วันก่อนที่อาการอุจจาระร่วงของคุณจะหายไป

14. ลดความดันโลหิตสูง (Reduces High Blood Pressure)

15. ช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับ (Helps Eliminate Insomnia)

16. ป้องกันอาการตะคริว และอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ (Prevents Muscle Cramps and Spasms) – ใช้ถูทาบริเวณพื้นผิวที่มีอาการดังกล่าว

17. ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วน (Relieves Nausea and Upset Stomach) – เพื่อแก้อาการดังกล่าว ให้ผสมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 1 ช้อนชา ลงในน้ำขิง ดื่มเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง

18. รักษาอาการปวดฟัน (Treats Toothaches) – ให้ใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ถูที่เหงือกเป็นเวลา 20 นาที

19. ฆ่าเซลล์มะเร็งลูคิเมีย (Kills Leukemia Cells)

20. ช่วยยับยั้งมะเร็งเต้านม (Inhibits Breast Cancer)

21. ช่วยยับยั้งและฆ่าเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Suppresses and Kills Colon Cancer Cells)

22. รักษาโรคสะเก็ดเงิน (Cures Psoriasis) – โดยวิธีรับประทานน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ และใช้ทาภายนอกบริเวณที่เกิดอาการ

23. รักษาโรคผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ (Treats Eczema)

24. ช่วยลดน้ำหนัก (Aids in Weight Loss)

25. ป้องกันโรคเบาหวาน (Prevents Diabetes)

26. ช่วยรักษาอาการชัก และโรคลมชัก - Black Seed Oil for Seizures (Epilepsy)

27. ช่วยบรรเทาอาการทอนซิลอักเสบ - Relieves Tonsil Inflammation (Acute Tonsillopharyngitis)

28. รักษาโรคติดเชื้อ MRSA (Efficient MRSA Treatment)

29. รักษาอาการติดยา (Opiate Addiction Treatment)

30. ลบเลือนรอยแผลเป็น (Black Seed Oil for Scars)

31. ยับยั้งมะเร็งปากมดลูก (Suppresses Cervical Cancer

32. ปกป้องอันตรายจากรังสี (Prevents Radiation Damage) – เป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับรังสีรักษา

33. ปกป้องและรักษาอาการที่มาจากสารพิษของตะกั่ว (Prevents & Heals Lead Poisoning

34. ช่วยให้เคราดกดำ (Improves Beard Growth)

35. รักษาอาการจากผึ้งและตัวต่อต่อย (Treats Bee and Wasp Stings) – ใช้ทาถูบริเวณที่ถูกต่อยวันละ 2 ครั้ง

36. ช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก เนื่องมาจากกการไออย่างรุนแรง (Helpe with chest congestion) - ใช้ถูทาบริเวณหน้าอก เพื่อช่วยให้หายใจโล่ง และใช้ได้ผลดี..โดยการรับประทานผสมกับน้ำผึ้ง

37. ใช้รักษาอาการปวดหู (Treats Eraches) -โดยผสมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ และน้ำมันมะกอก (อุ่น ๆ ) อย่างละ ครึ่งช้อนชา หยอดในหู เป็นวิธีการรักษาที่ช่วยลดอาการปวดหูอย่างรวดเร็ว และควรวางหมวกหรือผ้าผันคอไว้บนหูหลังจากที่หยอดน้ำมัน ประมาณ 2 นาที

38. รักษาโรคตา และสายตา (Effective for Eye Diseases and Vision) - ใช้รักษาอาการติดเชื้อที่ตา และปรับปรุงสายตา รักษาอาการตาแดง โดยใช้น้ำมันฮับบาตุซ
     เซาดะฮ์ทาบริเวณรอบดวงตาก่อนนอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วควรใช้เป็นประจำ

39. รักษาอัมพาตที่ใบหน้า (Cures Facial Paralysis) – ใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ใส่ในภาชนะเลื่อนไปมาบริเวณจมูก แล้วให้สูดดมกลิ่นไอจากน้ำมันหอมระเหยของมัน โดยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ประมาณ 10-20 ครั้ง

40. รักษาอาการคัดแน่นจมูก (Heals Nasal Congestion) – พูดได้เลยว่า มันเป็นวิธีรักษาทางธรรมชาติที่ให้ผลรวดเร็วที่สุด

41. รักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี (Removes Gallstones) – การรับประทานน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ช่วยลดอาการเจ็บปวด และช่วยขจัดก้อนนิ่ว เนื่องจากมันศักยภาพในการต้านการอักเสบ และต่อต้านอนุมูลอิสระ

42. รักษาโรคนิ่วในตับ (Suppress Liver Stones) – ใช้ได้ผลดีเช่นเดียวกับรักษานิ่วในถุงน้ำดี มันยังช่วขจัดก้อนนิ่วได้เป็ืนอย่างดี ให้รับประทานกับน้ำผึ้ง

43. ช่วยขจัดแก๊สในท้องและอาการท้องอืด (Help with Gas and Flatulence) – ช่วยระบบการย่อยอาหาร ควบคุมแก๊สในกระเพาะ และลดอาการปวดท้อง

44. รักษาโรคริดสีดวงทวาร (Treats Hemorrhoids) – การแพทย์แผนปัจจุบันมีเพียงไม่กี่วิธี ที่ช่วยขจัดอาการเจ็บปวดจากโรคริดสีดวงทวาร ซึ่งก็มีผลข้างเคียงสูง แต่ทว่า..ในอีกด้านหนึ่งนั้น น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์สามารถรักษาและขจัดอาการดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และป้องกันการขยายตัวของก้อนริดสีดวง (Black seeds on the other hand offer immediate relief, and studies have shown it to actively prevent the spread of hemorrhoids.)

คนที่เคยรับประทานน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ จะรับรู้ได้ว่า มันช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก ดังนั้น มันจึงป้องกันกาเป็นริดสีดวงทวาร ด้วยเช่นกัน

45. ขจัดอาการปวดศีรษะและไมเกรน (Relieves Headaches and Migraines) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ เป็นที่เลื่องลือและได้รับการยกย่อง ในการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน นับเป็นเวลาหลายศตวรรษ ที่ชาวอาหรับและยุโรป ใช้น้ำมันนี้ทาบริเวณรอบ ๆ ตา จมูก และหน้าผาก เพื่อข่วยขจัดอาการปวดหัวตุ๊บ ๆ ได้ทันที (For centuries, Arabs and Europeans have used it by applying it around their eyes, nose, and forehead. This gave them immediate relief from the throbbing pain, and it can do the same for you.)

46. ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค (Boosts Immunity) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมให้แก่ร่างกาย ต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ

47. ช่วยการเลี้ยงลูกด้วยนมและให้นมบุตร (Aids in Breast Feeding and Lactation) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์นอกจากจะช่วยเพิ่มน้ำนมมารดาในการให้นมบุตรแล้ว ยังสามารนำมาใช้ทาที่หัวนมก่อนให้นมบุตร เพื่อเป็นการดูแลปกป้องผิวบริเวณหัวนม

48. พัฒนาความจำในโรคสมองเสื่อม [Improves Memory (Dementia)] – จากผลงานวิจัยพบว่า การบริโภคฮับบบาตุซเซาดะฮ์ จะช่วยเพิ่มหน่วยของความจำ รวมทั้งการรับรู้และเข้าใจ สมาธิ ความคมชัดของเรื่องราวที่จดจำ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

49. กำจัดไฝ (Treats Moles) – เป็นหนึ่งในสรรพคุณของน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ที่มีผู้คนรู้จักกันน้อยมาก ว่า มันสามารถกำจัดไฝ โดยระงับการขยายตัวของมันไม่ให้โตขึ้น (การขยายตัวของมัน อาจก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเนื้อเยื่อ ทำให้เป็นมะเร็งไฝ (Melanoma) ตามที่กล่าวมาแล้วในคุณประโยชน์ข้อ 5

50. ถอนพิษแมลงกัดต่อย (Relieves Insect Bites) – ไม่ว่าจะเป็นยุงหรือแมลงอื่น ๆ สามารถใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ทาบริเวณที่ถูกกัด เพื่อลดอาการเจ็บปวดหรือคันได้ทันที

51. ดูแลรักษาริมฝีปาก (Heals Peeling Lips) – เป็นทางเลือกหนึ่งแทนที่การใช้ Lip Balm คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถเสริมสร้างเซลล์ผิวบริเวณริมฝีปาก นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีสีผิวที่สดใส

52. ป้องกันอาการท้องผูก (Constipation) – เช่นเดียวกับการช่วยในเรื่องระบบการย่อยอาหาร มันยังสามารถขจัดอาการท้องผูก ทั้งนี้ โดยให้รับประทานวันละ 1-2 ช้อนชา หลังอาหารกลางวัน หรือเย็น ควรรับประทานเป็นประจำเพื่อผลลัพธ์ที่ดี

53. ผ่อนคลายอาการปวดหลังและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (Comforts Back and Muscle Pain) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ช่วยลดความเป็นจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวด เพียงแค่คุณทาน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์บริเวณที่ปวดเมื่อย มันก็จะช่วยขจัดอาการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

54. รักษาโรคปวดตามข้อ (Cures Rheumatic Pains) – เนื่องด้วยประสิทธิภาพในการต้านการอักเสบของน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ จึงทำให้มันสามารถรักษาอาการปวดข้อได้เป็นอย่างดี โดยให้รับประทานวันละ 1-2 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง เพื่อให้ได้ผล
     สูงสุด

55. ขจัดอาการปวดท้อง (Helps with Stomach Pain) – เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่า ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปวดกระเพาะนั้น น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นวิธีการรักษาทางธรรมชาติ ที่ให้ผลอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ โดยให้รับประทานวันละ 1-2 ช้อนชา หลังอาหารกลางวัน

56. ลดอาการติดเชื้อที่เหงือก (Alleviates Gum Infections) – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ โรคเหงือกอักเสบ ช่วยลดอาการติดเชื้อ และอาการเจ็บปวด

57. ขจัดอาการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ (Suppresses Bladder Infections) – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

58. ช่วยไม่ให้ปากแห้ง (Improves Dry Mouth) – โดยใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 1-2 ช้อนชา อมไว้ในปากประมาณ 30 วินาที จนกระทั่งน้ำมันดูดซึมทั่วปาก จากนั้นค่อยบ้วนทิ้ง (ถ้าไม่ต้องการกลืนลงไป) แล้วล้างปากด้วยน้ำ เพื่อขจัดรสชาติที่ฝาด

59. รักษาอาการเลือดกำเดา (เลือดออกทางจมูก) Treats Nose Bleeds – วิธีการรักษาเลือดกำเดาออกที่จมูกด้วยวิธีง่าย ๆ คือ หยดน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ประมาณ 1-3 หยด ลงในจมูก จากนั้นลุกขึ้นนั่งเพื่อรอดูประสิทธิภาพของมัน

60. ฟื้นฟูผิวที่ไหม้เกรียม (Rejuvenates Burns) – ให้ทาน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ บริเวณที่ผิวไหม้เกรียม ถูกแดดเผา เพื่อช่วยรักษาอาการเจ็บปวดจากผิวไหม้แดดและฟื้นฟูเซลล์ผิว (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิวไหม้แดด ระดับที่ 2 ที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนตามผิว ผิวบวมแดง)

61. ขจัดรังแค (Dandruff) – ไม่เพียงแต่ช่วยบำรุงเส้นผมเท่านั้น น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากผม และป้องกันรังแค โดยให้ทาให้ทั่วเส้นผม ทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที

62. รักษาอาการปวดข้อ (Joint Pain) – ใช้ทาบริเวณที่เจ็บปวด จะช่วยขจัดอาการเจ็บปวดได้ทันที

63. ป้องกันความเสียหายของไต ที่เกิดจากโรคเบาหวาน (Prevents Kidney Damage Associated with Diabetes) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคเบาหวาน ลดระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันอาการไตเสื่อมอันมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน

64. ช่วยควบคุมรอบเดือน Regulates Menstrual Cycles (Periods) – ช่วยขจัดอาการหลากหลายที่มาจากความผิดปกติทางนรีเวช เช่น โรคมุตกิด (ระดูขาว), ประจำเดือนมาไม่ปกติ, ปวดท้อง, สมรรถภาพทางเพศอ่อนแอ, ปรับปรุงรอบเดือน และควบคุมปริมาณของประจำเดือน

65. สำหรับหญิงตั้งครรภ์ (Black Seed Oil for Pregnancy) – ถึงแม้จะแนะนำว่า ควรรับคำปรึกษาจากแพทย์โดยตรงในแต่ละบุคคลก็ตาม ทั้ง ๆ ที่มีผลการศึกษาบางส่วนพบว่า ใช้ได้ผลในเชิงบวกสำหรับหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมพอที่ให้ข้อสรุปใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบางกรณีที่อาจะทำให้เกิดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่มดลูก ก็เป็นไปได้

66. บรรเทาอาการข้ออักเสบ (Alleviates Arthritis) – จากการศึกษาพบว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ใช้รักษาอาการข้ออักเสบจากโรครูมาตอยด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

67. รักษาแผล (Treats Ulcers) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์มีประสิทธิภาพในการรักษาแผล ได้ทุกชนิดทุกประเภท

68. ใช้ทดแทนยาแก้ปวด (Reduce the Need for Pain Killers )

69. ฆ่าเซลล์มะเร็งในสมอง (Kills Brain Cancer Cells) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ช่วยระงับการขยายตัวของเนื้องอกและเซลล์มะเร็งในสมอง กลุ่มของนักวิจัยได้ข้อสรุปว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นการยาทางธรรมชาติที่ใช้รักษาได้อย่างถูกต้อง ในการรักษาโรคมะเร็งในสมอง และเนื้องอกในสมอง

70. ลดความวิตกกังวล (Lowers Anxiety) – จากการศึกษาพบว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีประสิทธิภาพในการรักษาเสถียรภาพของอารมณ์ และลดระดับของความวิตกกังวล โดยให้ใช้เป็นประจำเป็นเวลา 30 วัน จึงแนะนำให้ใช้ทดแทนยารักษาอาการ
     ซึมเศร้า เพื่อลดความวิตกกังวลได้โดยง่าย

71. ช่วยรักษาอาการซึมเศร้า (Helps with Depression) – จากการศึกษาเป็นจำนวนมากพบว่า ผู้ที่รับประทานน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีความสุขตามธรรมชาติและมีภาวะซึมเศร้าลดน้อยลง จึงสามารถช่วยผู้ป่วยนับเป็นล้านคนที่กำลังทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาจจะทำลายชีวิตตนเองได้

72. ขจัดอาการเวียนศีรษะ (Removes Dizziness) – โดยทาถูน้ำมันฮับบาตุซเซา
     ดะฮ์ ที่บริเวณคอและแก้ม

73. รักษาอาการจุกเสียด ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอก อันเนื่องมาจากโรคกรดไหลย้อน (Treats Heart Burn)

74. ช่วยลดความเครียด (Relieves Stress) – จากการศึกษาวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีระดับความเครียดลดลงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์

75. ป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์ (Prevents & Treats Alzheimer’s) – น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นอาหารเสริมที่ช่วยป้องกัน และชะลออาการจากโรคอัลไซเมอร์ จากผลการศึกษาพบว่า การรับประทานน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ในปริมาณ 1-2 ช้อนชา จะให้ผลลัพท์ที่ดีที่สุด

76. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) – ให้รับประทานน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 
     วันละ 1-2 ช้อนชา

77. ส่งเสริมสุขภาพไต (Promotes Kidney Health) – โรคไต และนิ่วในไต การใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ เป็นทางเลือกโดยวิธีธรรมชาติ ที่สามารถรักษาอาการได้ดี โดยให้รับประทาน วันละ 1-2 ช้อนชา

78. ช่วยเพิ่มจำนวนของสเปิร์ม (Improves Sperm Count) – ทำให้ปริมาณน้ำอสุจิเพิ่มขึ้นในรายที่มีปริมาณน้ำอสุจิน้อยกว่าปกติ โดยใช้ระยะเวลาเพียง 2 เดือน ในการรับประทานน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นประจำ

79. ส่งเสริมสุขภาพกระดูก และการเจริญเติบโตของไขกระดูก (Promotes Healthy Bone Marrow Growth) – จากผลการวิจัยพบว่า สารสกัดในฮับบาตุซเซาดะฮ์ สามารถเพิ่มปริมาณของเซลล์ไขกระดูกได้ถึง 150% อย่างน่าอัศจรรย์ ฉะนั้น จึงไม่แปลกเลยที่มันจะสามารถยับยั้งการเจิรญเติบโตของเนื้องอก ได้ถึง 50%.

80. รักษาโรคเอดส์ (Treats HIV) – จากการศึกษาล่าสุดพบว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์สามารถเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับโรค HIV/AIDS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันจึงเป็นทางเลือกด้วยวิธีทางธรรมชาติ ที่จะขจัดความทุกข์ทรมานจากอาการที่น่ากลัวต่าง ๆ ของโรคเอดส์ ซึ่งบางรายใช้ระยะเวลาเพียง 6 เดือน ในการขจัดเชื้อ HIV ออกไปจากกระแสเลือดและในที่สุดก็หายจากโรค ( In some cases, it only took 6 months for the HIV strain to be completely wiped out the bloodstream. On top of that, it stayed gone too.)

81. รักษาอาการจุกเสียดในเด็ก Natural Remedy for Colic (for babies) – ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ทราบสาเหตุของการจุกเสียด แต่ทว่าน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ก็เป็นวิธีทางธรรมชาติ ที่ใช้รักษาอาการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เริ่มในปริมาณแต่น้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณ ในกรณีนี้อาจจะผสมในน้ำผึ้ง และน้ำมะนาว โดยหยอดน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ไปประมาณ 3-5 หยด

82. รักษาโรคหลอดลมอักเสบ (Suppresses Bronchitis) – รวมทั้งทุกโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยรับประทานเพียงวันละ 1- 2 ช้อนชา เป็นประจำทุกวัน

83. ดูแลรักษาต่อมลูกหมาก (Repairs Prostate Problems ) – นับเป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว ที่ได้มีการใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ในการส่งเสริมสุขภาพของต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ จาการศึกษาวิจัยพบว่า มันยังมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

84. อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง General Weakness (lethargy) – ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระชุ่มกระชวย และให้พลังงาน ทั้งในด้านอารมณ์และสุขภาพร่างกาย จึงเป็นหนึ่งในวิธีธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ

85. ขจัดอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Removes Chronic Fatigue) – เนื่องจากผลการวิจัยพบว่า มันช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย

86. ช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะ (Stimulates Urine Production) – นับเป็นเวลากว่า 2,000 ปี ที่น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีชื่อเสียงในการรักษาเยียวยาปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากและกระเพาปัสสาวะ และจากการศึกษาล่าสุด ก็ได้รับการยืนยันผลทางคลินิกว่า มันสามารถปรับปรุงและดูแลสุขภาพต่อมลูกหมากและระบบ

87. ป้องกันภาวะหัวใจวาย (Protects Against Damage from a Heart Attack) – ทุกวันนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่า หนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะหัวใจวาย เป็นผลมาจากมีการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งจากการผลงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ สามารถลดการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับลดปัญหาที่มาจากระบบหัวใจและหลอดเลือด

88. ช่วยลดการพึงพามอร์ฟีนและพิษของมัน (Helps with Morphine Dependence/Toxicity)

89. ป้องกันโรคโลหิตจาก (Prevents Anemia)

90. ป้องกันความเสื่อมของสมองจากโรคพาร์กินสัน (Protects Brain Damage from Parkinson’s Disease) – สารสกัดธัยโมควิโนน ที่อยู่ในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ช่วยปกป้องเซลล์สมอง

91. กำจัดปรสิต (Cleanses Parasites) – ช่วยขับถ่ายพยาธิในร่างกาย

92. รักษาโรคอ้วน (Treats Obesity)

93. ฆ่าเซลล์มะเร็งในช่องปาก (Kills Oral Cancer Cells)

94. ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ (Suppresses Liver Cancer Growth)

95. ส่งเสริมสุขภาพตับ (Promotes Liver Health)

96. รักษาโรคมะเร็งตับอ่อน (Remedies Pancreatic Cancer)

97. รักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Treats Lymphoma) – จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยกล่าวว่าให้รับประทานเป็นประจำ วันละ 1-2 ช้อนชา

98. ขับสารพิษในร่างกาย (Detoxifies Body) – จากงานวิจัยพบว่า มันสามารถขจัดและลดระดับความเป็นพิษ (Toxicity) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

99. รักษาโรคมะเร็งกระดูก (Treats Bone Cancer)

100. ทำความสะอาดรูขุมขน (Deep Cleans Pores) – เหตุผลหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ เป็นผลมาจากการสะสมของไขมันส่วนเกิดที่อุดตันรูขุมขน วิธีการใช้ง่าย ๆ ก็คือ การรับประทาน และทาผิวหนัง (รูขุมขน) หลังจากอาบน้ำอุ่น มันจะทำให้รูขุมขนของเราสะอาดภาย 2 สัปดาห์ หลังจากใช้เป็นประจำ

101. รักษาโรคจิตเภท (Treats Schizophrenia)

*********** 

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรค MS รักษาด้วยน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺ ได้จริงหรือ?

ก่อนอื่นเราขอนำคุณมารู้จักกับอาการและสาเหตุของโรคกันก่อนดีกว่านะคะ ลองสำรวจดูว่า คุณมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันหรือไม่?

- มีปัญหาเรื่องกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ เช่น ปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ท้องผูก อ่อนเพลีย ปวดอย่างรุนแรงเป็นเวลานาน
- มีปัญหาการมองเห็น เช่น เห็นภาพซ้อน ตามัว มีปัญหาการแยกแยะสิ่งต่าง
- การทรงตัว การกลืนและการพูด แขนขาอ่อนแรง
- มีอารมณ์แปรปรวน

อาการเหล่านี้คือสัญญาณบอกเหตุว่า ถึงเวลาที่คุณต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคเอ็มเอสกันแล้ว

โรคเอ็มเอส หรือโรคมัลติเพิล สเคลอโรซิส (Multiple Sclerosis : MS) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “โรคปลอกประสาทอักเสบ” เชื่อว่าเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่ปี ค.ศ.1838 จากภาพวาดการตรวจศพ ซึ่งมีลักษณะทางพยาธิเหมือนโรคเอ็มเอส แต่ถูกบันทึกอาการของโรคอย่างเป็นทางการ เมื่อปี ค.ศ.1868 โดย Professor Jean-Martin Charcot อายุรแพทย์ทางด้านประสาท และผู้เชี่ยวชาญพยาธิวิทยาด้านกายวิภาคศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส ซึ่งท่านได้บันทึกไว้ว่า พบผู้ป่วยเพศหญิง มีอาการสั่น พูดอ้อแอ้ กลอกตาผิดปกติ และภายหลังการเสียชีวิตผลการชันสูตรศพพบว่า มีรอยแผลเป็น (scar) ที่บริเวณประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแข็ง (plaques) จำนวนมาก (multiple) จากลักษณะอาการที่พบจึงเป็นที่มาของชื่อโรคว่า “Multiple Sclerosis”

สาเหตุการเกิดโรค MS
โรคเอ็มเอสเกิดจากเยื่อกั้นระหว่างหลอดเลือดและระบบประสาทถูกทำลาย โดยเกิดในช่วงระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วย สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา ผลที่ตามคือ แมคโครฟาจ (macrophage) และทีเซลล์ (T-cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่ในเม็ดเลือดขาว มีหน้าที่คอยดักจับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในกระแสเลือด จะเข้าไปทำลายเซลล์สมอง เพราะคิดว่า เป็นเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เนื่องจากไม่เคยพบมาก่อนในหลอดเลือด

ฉะนั้น ด้วยลักษณะของการเกิดของโรค “โรคเอ็มเอส” จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มของโรค
“ออโตอิมมูน” (autoimmune disease) คือ โรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ตัวเอง


ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรค
โรคเอ็มเอส เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม รวมถึงเชื้อไวรัส โดยพบว่าผู้ที่มีประวัติว่า มีญาติพี่น้องเป็นโรคเอ็มเอส มีโอกาสจะเป็นโรคเอ็มเอสมากขึ้น ถึงร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับคนปกติ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ก็มีผลต่อการเกิดโรคเอ็มเอส และยังพบว่าผู้ป่วยโรคเกาท์ ผู้ที่มีระดับกรดยูริกต่ำ ก็มีโอกาสเป็นโรคเอ็มเอสมากกว่าคนทั่วไป

กลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอ็มเอส
- โรคเอ็มเอส มักพบในกลุ่มหนุ่มสาวและคนวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 20-40 ปี แต่พบน้อยในคนที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี และมากกว่า 55 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า
- สำหรับพื้นที่ที่พบโรคเอ็มเอส ส่วนมากมักจะเป็นแถบที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และพื้นที่ยิ่งไกลจากเส้นศูนย์สูตรมากก็ยิ่งพบมากขึ้น ขณะที่ประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรจึงพบผู้ป่วยน้อย
-สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะพบผู้ป่วยโรคเอ็มเอสไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงและหากปล่อยไว้นานก็อาจจะพิการได้ร้อยละ 50

โรคเอ็มเอส มีกี่ประเภท โดยทั่วไปมีการแบ่งโรคเอ็มเอส ออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. โรคเอ็มเอสชนิดที่เป็นๆ หายๆ (relapsing-remitting MS : RR-MS)
โดยพบมากที่สุดถึงร้อยละ 80 ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอ็มเอสประเภทนี้จะมีอาการดีขึ้นจนดูเหมือนหายแล้ว แต่หลังจากนั้นก็จะกลับมาเป็นอีก ซึ่งในช่วงที่หายดีอาจทิ้งช่วงกินเวลาเป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้ ไม่แน่นอน

2. โรคเอ็มเอสแบบการดำเนินโรคค่อยๆ รุดหน้าในภายหลัง (secondary progressive MS : SP-MS)
มักเกิดหลังจากเป็น RR-MS ในช่วงแรกแล้ว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะ SP-MS ในภายหลัง โดยร้อยละ 40-60 ของผู้ป่วย RR-MS จะเข้าสู่ระยะ SP-MS ใน 15-20 ปีต่อมา ซึ่งอาการของโรคจะเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะกลับมาดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้นก็ได้

3. โรคเอ็มเอสแบบการดำเนินโรครุดหน้าตั้งแต่ระยะแรก (primary progressive MS : PP-MS)
เป็นประเภทที่พบได้น้อย คือประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยโรคเอ็มเอสทั้งหมด โดยผู้ป่วยจะค่อยๆ มีอาการเลวลงตั้งแต่เริ่มแรก และค่อยๆ สูญเสียสมรรถภาพการทำงานเรื่อยๆ โดยจะไม่พบอาการที่เลวลงอย่างเฉียบพลัน หรือกลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จะพบเพียงอาการที่ค่อยๆ เลวลงทีละน้อย

4. โรคเอ็มเอสชนิดที่มีทั้งการดำเนินโรครุดหน้าและมีลักษณะของการกลับเป็นซ้ำ (progressive relapsing MS : PR-MS)
เป็นประเภทที่พบน้อยมากเพียงร้อยละ 3-5 การดำเนินของโรคจะเร็วมาก จากนั้นก็จะกลับมาดีขึ้น แล้วก็จะมีอาการอีกและเริ่มรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

5. โรคเอ็มเอสชนิดไม่ร้ายแรง (Benign MS)
ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเหมือนกับชื่อของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการเพียงเล็กน้อย เหมือนในช่วงระยะเริ่มแรกที่มีการกำเริบ อาจมีอาการเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต และสามารถฟื้นฟูกลับมาได้เกือบสมบูรณ์ บางครั้งระยะเวลากว่าจะมีการกำเริบเป็นครั้งที่ 2 อาจจะกินเวลาถึง 20 ปี การดำเนินโรคเป็นไปช้ามาก

การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์เฉพาะทาง ประกอบด้วยหลายวิธี คือ

1. การซักประวัติ โดยแพทย์ทางประสาทวิทยาจะทำการซักประวัติ เพื่อวินิจฉัยแยกโรคเอ็มเอส จากโรคอื่นๆ
2. การทดสอบทางประสาทวิทยา เช่น สอบถามประวัติอาการในอดีต ตรวจการทำงานของตา การทรงตัว การรับสัมผัส และปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ (reflex action) เป็นต้น
3. การใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอทำการตรวจสแกน ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นภาพของสมองหรือไขสันหลัง ตำแหน่งที่เยื่อไมอีลินถูกทำลายและมีการสลายตัวเห็นเป็นรอยแผลเป็น
4. การทดสอบทางสรีระวิทยาไฟฟ้าของสมองที่เรียกว่า "Evoked potentials" คือ การตรวจสอบความเร็วจากสิ่งกระตุ้น เป็นต้นว่า เสียงหรือภาพที่ส่งไปยังสมอง หรือความเร็วของการสั่งการจากสมองไปยังอวัยวะอื่น ๆ ว่ามีความล่าช้ากว่าปกติหรือไม่อย่างไร
5. การเจาะไขสันหลัง ที่เรียกว่า "Lumbar puncture" เพื่อดูดเอาน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) ไปตรวจพิสูจน์ว่าเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีจำนวนมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่า มันทำงานมากขึ้นเกิดปฏิกิริยาเล่นงานโจมตีประสาทส่วนกลาง

การรักษาทางการแพทย์ปัจจุบัน
โรคเอ็มเอส ทางการแพทย์ถือว่า เป็นโรคที่รักษาไม่หาย แพทย์จึงรักษาตามอาการของโรคในขณะนั้น

ทำไมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺ จึงสามารถรักษาโรคเอ็มเอสได้??

ถ้าใครที่เคยอ่านคุณสมบัติของน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺ (Black Seed Oil) และติดตามข้อมูลความรู้ทางวิชาของทางเว็บบล็อก KAMIL HABBATUSSAUDA นี้มาแล้ว พอได้อ่านข้อมูลข้างต้นเกี่ยวกับโรคเอ็มเอส ก็คงต้องร้อง.. “อ๋อ!! โรคนี้ไม่ต้องห่วงแล้ว น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺ หรือ Black Seed Oil สามารถให้การรักษาเยียวยา ได้ดีมาก ๆ” เพราะเนื่องจากชื่อโรคก็บอกอยู่ชัดเจน ว่า เป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ และปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ก็เนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัส นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า โรคเอ็มเอส
จัดอยู่กลุ่มของโรค “ออโตอิมมูน” (autoimmune disease) คือ เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง หรือทำลายเซลล์ตัวเอง ที่นี้ลองมาดูกันซิว่า.. เหตุใด Black Seed Oil จึงสามารถรักษาโรค MS ได้

น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil, Black Cumin Seed Oil)


ประกอบด้วยสารอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการมากมายกว่า 100 ชนิด โดยมันจะทำงานร่วมกันและเสริมฤทธิ์กัน หมายความว่า แต่ละองค์ประกอบของมันจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการทำให้ร่างกายมีกลไกในการดูแลรักษาตัวเองแบบองค์รวม สารอาหารสำคัญที่อยู่ใน Black Seed Oil คือ Thymoquinone ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดอนุมูลอิสระ

คุณประโยชน์ของน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil)
1. ป้องกันมะเร็ง (Cancer Prevention) ในงานศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่ง เราพบว่าสารสกัดในเมล็ดสีดำสามารถปกป้องเซลล์ที่มีสุขภาพดี และทำลายเซลล์ที่เป็นเนื้องอกหรือเนื้อร้าย ในขณะที่มันสามารถเพิ่มระดับของแอนตี้บอดี้ (antibodies) ในร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants), ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ รวมทั้งทุก ๆ องค์ประกอบที่มีส่วนสำคัญในการป้องกันโรคมะเร็ง

2. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูง (High In Antioxidants) ในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง จึงช่วยป้องกันความเครียด (oxidative stress) ที่เกิดขึ้นกับเซลล์ และระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งสารสกัดไธโมควิโนน (thymoquinone) ที่แสดงให้เห็นว่า มันสามารถป้องกันโรคหัวใจ, โรคตับ และโรคไต จากการศึกษาทดลองในสัตว์

3. ต้านการอักเสบ (Anti-Inflammatory) จากการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) สามารถลดการอักเสบ โดยการใช้น้ำมันเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ทาที่ผิวหนัง เพื่อลดความเจ็บปวด และบรรเทาอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ

4. ป้องกันอาการแพ้ (Antihistamine) มันเป็นสารธรรมชาติที่ช่วยต้านทานการปลดปล่อยฮิสตามีนของร่างกาย ที่เกิดจากการแพ้และการระคายเคือง โดยน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ได้แสดงให้เห็นว่า มันสามารถทำลายจุลินทรีย์ (microorganisms) ซึ่งเป็นเชื้อโรคขนาดเล็ก เช่น ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย ในการทดสอบทางแลป (lab)

5. ต่อต้านแบคทีเรีย (Antibacterial) ผลงานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) มีความสามารถในการทำลายเชื้อแบคทีเรียชนิดต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งเชื้อรา, แคนดิดา (candida) และเชื้ออีโคไล (E. coli)

6. ลดความดันโลหิต (Blood Pressure) มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า สารสกัดสำคัญในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) สามารถลดความดันโลหิต

7. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกั (Immune System Support) เจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขของรัฐหลายคนกล่าวว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ด้วยการเพิ่มปฏิกิริยาที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และการผลิตสารแอนติบอดี้ (antibodies)

8. ลดอาการภูมิแพ้ (Allergy Relief) การศึกษาในผู้ป่วย 152 ราย เมื่อปี 2003 พบว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) ช่วยลดอาการของโรคภูมิแพ้ และอาจจะเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับอาการแพ้ นอกเหนือจากนี้ ได้มีการศึกษาในผู้ป่วยอีก 600 ราย พบว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ช่วยลดอาการแพ้ได้ถึง 70% ของกรณีศึกษา

9. รักษาโรคเบาหวาน (Diabetes) จากการศึกษาพบว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีระดับน้ำตาลกลูโคสและระดับอินซูลิน ที่สมดุลหลังมื้ออาหาร

10. ส่งเสริมสุขภาพของระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Health) น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ได้แสดงให้เห็นว่า มันมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคหอบหืด และลดอาการของการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการไอ และโรคหลอดลมอักเสบ

11. ช่วยระบบย่อยอาหาร (Digestive Aid) มันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) ช่วยกระบวนการกำจัดสารพิษของร่างกาย ช่วยกระตุ้นน้ำดีในกระเพาะอาหาร และสามารถใช้เป็นยาระบาย

12. รักษาโรคนอนไม่หลับ (Insomnia)
การศึกษาแสดงให้ว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) สามารถช่วยขจัดความผิดปกติของการนอนหลับ เมื่อใช้รับประทานก่อนนอน

13. ให้สุขภาพผิวที่ดี (Healthy Skin) น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) อาจมีประสิทธิภาพในการรักษาสิวเรื้อรัง

จากการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า ไม่มีสมุนไพรอื่นใดที่เป็นที่รู้จักกันว่า มีความสามารถที่หลากหลายในการรักษาโรคได้เท่ากับ Black Seed Oil และนี่คือคุณประโยชน์มหาศาลที่ได้จากน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺ หรือ Black Seed Oil.

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แอบอ้างชื่อ น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL HABBATUSSAUDA

ประกาศแอบอ้างชื่อผลิตภัณฑ์

มีคนแอบอ้างเอาชื่อ น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL Habbatussauda ไปใช้ โดยโพสต์ขายในบอร์ดขายสินค้าตามเว็บต่าง ๆ ซ้ำยังลอกข้อมูลของเราไปทั้งหมด แบบที่ไม่มีการแก้ไขดัดแปลงข้อมูล เราคนทำคนเขียนเว็บเอง
"จำได้ทุกตัวอักษร" กว่าจะหาข้อมูลมาได้.. จะลอกไปใช้ก็ไม่ว่า.. เพราะให้เป็นวิทยาทาน. แต่นี่แอบอ้างชื่อผลิตภัณฑ์ของ KAMIL HABBATUSSAUDA  





เนื่องจากอาจจะเป็นไปได้ว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของเราติด google ทั้งการเสริชหารูป และข้อมูลวิชาการ ก็เป็นได้.. ไม่น่าทำกันเลย  อยากขายก็ขายไป ในชื่อตัวเอง ข้อมูลจะเอาไปใช้ก็เอาไปปรับใช้ซะหน่อย อย่าให้มันน่าเกลียดนัก เหมือนมาก็อปปี้กันไปเช่นนี้
ของลอกเลียนแบบนี้ เค้าทำมาตั้งแต่ มิ.ย. 2013 ตอนนี้เว็บเค้าไม่มีแล้ว แต่มีข้อมูล และรูป ที่ทางเราสืบค้นเจอในโพสต์ของเว็บบอร์ดต่าง ๆ เข้าใจว่า..ผู้ขายรายนี้คงนำสินค้าเข้ามาได้เพียงครั้งเดียว เป็นสินค้าจากต่างประเทศ และไม่ได้นำมาขายอีก

หรือ หากว่ายังขายอยู่ ช่วยแก้ไข้ ให้ถูกต้องด้วยนะคะ จะใช้ชื่อะไรก็ได้ แต่อย่าลอกชื่อคนอื่น และข้อมูลของคนอื่นแบบนี้เลยค่ะ



ลองเข้าไปอ่านข้อมูลของเว็บเรา ตามลิงค์นี้นะคะ 
ลอกกันมาดื้อ ๆ เหมือนเปรี๊ยบเลย ค่ะ

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ในหญิงตั้งครรภ์ และหลัง คลอดบุตร


ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะอาจนำไปสู่​​ภาวะแทรกซ้อนในการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ หรืออาจทำให้แท้งได้ เพราะน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์จะไปกระตุ้นการหดตัวของมดลูก  แต่ได้มีการสนับสนุนให้ใช้นำน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ให้หญิงตั้งครรภ์ท้องแก่ ที่ใกล้กำหนดคลอดแล้ว  ทั้งนี้ เพื่อให้การคลอดทารกน้อยง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่ท้องสาวหรือท้องแรก

การใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ในผู้หญิงหลังคลอดบุตร จะทำให้แผลหายเร็ว เนื่องจากในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบ และฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ  อีกทั้งทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ทำให้มดลูกหดตัวและเข้าอู่ได้เร็วขึ้นค่ะ  และมีประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มน้ำนมของมารดา ซึ่งในเรื่องการเพิ่มน้ำนมของมารดานี้ ได้มีการใช้หรือการกล่าวถึงคุณประโยชน์ดังกล่าวมาตั้งแต่โบร่ำโบราณนานหลายพันปีแล้วจ้ะ ปัจจุบันมีผู้ใช้ KAMIL HABBATUSSAUDA แล้วได้ผลลัพธ์ในการเพิ่มน้ำนมมารดาจริง ๆ 
เกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคุณแม่ใกล้คลอด

อาการท้องแข็งเมื่อใกล้คลอด
เป็นอาการปกติที่เตือนว่าคุณแม่ใกล้จะคลอด แต่จะไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกแข็ง  บางคนอาจจะเห็นเป็นก้อนปูดขึ้นมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะมดลูกระยะ 8-9 เดือนจะเริ่มมีการหดรัดตัวได้ด้วยตัวเองหรือดรัดตัวจากการกระตุ้น เช่น การกด กระแทก หรือการเดินนานๆ  ดังนั้น หากคุณแม่มีอาการควรนั่งพักก่อนนะคะ

เจ็บจริงเจ็บหลอกของแม่ใกล้คลอด
อาการเจ็บหลอกนั้นจะมีระยะไม่แน่นอน  บางทีก็เจ็บถี่ ๆ หรือบางทีก็หายไปเลย  แต่หากเจ็บจริงใกล้คลอดคุณแม่จะเจ็บสม่ำเสมอถี่ขึ้นทุก ๆ 10 นาที จะเจ็บส่วนบนของมดลูกและเจ็บร้าวไปข้างล่าง ท้องแข็ง มีมูกปนเลือดออกมาทางช่องคลอด แบบนี้ไปโรงพยาบาลด่วนค่ะ




วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทำไมฉันต้องเลือกรับประทาน KAMIL HABBATUSSAUDA??!!

ทำไมต้องเป็น KAMIL HABBATUSSAUDA ล่ะ ทานยี่ห้ออื่นไม่ดีกว่าหรือ?? 
คำถามที่มักพบบ่อย ๆ หรือผู้บริโภคหลายคนสงสัย !!
ทำไมต้องเลือกกามิล ฮับบาตุซเซาดะฮ์??
แล้วทำไมกามิล ฮับบาตุซเซาดะฮ์ จึงมีราคาสูงกว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ยี่ห้ออื่นที่ขายตามท้องตลาด??

คำตอบ : 
  1. KAMIL HABBATUSSAUDA เป็นน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ Black Seed Oil 100% สกัดด้วยวิธี cold pressed จึงสามารถรักษาคุณค่าสารอาหารในฮับบาตุซเซาดะฮ์ไว้ได้มากที่สุด ปราศจากการเติมเต็มด้วยส่วนผสมของน้ำมันอื่น ๆ เช่น น้ำมันมะกอก ดังนั้น จึงให้ผลลัพธ์ในการรักษาได้เต็มตามประสิทธิภาพของน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 
  2. เป็นสินค้าที่ผลิต และนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่มีความเชียวชาญในการผลิตยาสมุนไพร เพื่อการดูสุขภาพและรักษาโรค มาเป็นเวลาช้านานกว่า 1,000 ปี 
  3. กรรมวิธีผลิต มีการคัดสรรวัตถุดิบที่ดึที่สุด โดยนำเมล็ดพันธุ์ฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ black seed มาจากประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด มีการเก็บรักษาที่ดี และมีการควบคุมการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดภัย ปราศจากสารเคมีเจือปน จึงได้รับตรารับรองผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรแผนโบราณ (JAMU) จากอินโดเนีย คุณจึงมั่นใจในการบริโภค (สามารถบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ)
  4. มีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน ภายใต้การควบคุมของเภสัชกร ได้รับอนุญาตประกอบกิจการอุตสากรรมผลิตยาแผนโบราณ (IZIN IKOT : P2T/13/03.10/VII/2011)
  5. ผ่านการรับรองจากกรมอนามัย ของประเทศอินโดนีเซีย ใบอนุญาต อย. เลขที่ Dep.kes. RI SP. NO.1873/13.01/02
  6. ได้รับตรารับรอง Halal (มีความสะอาดตามศาสนบัญญัติ เพราะฉะนั้น แคปซูลที่นำมาใช้ ไม่ใช่ชนิดที่ทำมาจากเจลาตินของสัตว์ หรือสิ่งต้องห้ามในการบริโภค)


คุณค่าทางโภชนาการระหว่างน้ำมันมะกอก & น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์

น้ำมันมะกอก (Olive Oil) เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ที่อิสลามสนับสนุนให้มุสลิมรับประทาน  มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ช่วยแก้ไขปัญหาความผิดปกติของไต นิ่วในถุงน้ำดี แก้อาการจุกเสียดในไตและในตับ ช่วยขจัดพิษในตับ ทำให้ผิวพรรณสดใส

แต่ถ้าเรามาเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการกับน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์แล้ว จะเห็นว่าให้คุณค่าในการรักษาที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก  เนื่องจากในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีองค์ประกอบของสารอาหารที่ทรงคุณค่าต่อร่างกายมากกว่า 100 ชนิด จึงให้การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายและความงามแบบองค์รวม อีกทั้งสามารถบำบัดรักษาโรคได้ทุกชนิด ซึ่งมีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันอย่างมากมาย

คำถาม : น้ำมันชนิดใดให้คุณค่า หรือสรรพคุณในการบำบัดรักษามากว่ากัน??
คำตอบ : จากข้อมูลข้างต้นท่านคงพอจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วล่ะ แต่คำตอบที่ดีที่สุด คือ ให้เราย้อนไปดูฮะดิษ หรือรายงานจากวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ว่า :-

“ท่านทั้งหลายจงรับประทานน้ำมันมะกอกเถิด เพราะแท้จริงมันจะบำบัดน้ำดี ขับเสมหะ บำรุงประสาท ทำให้มีมรรยาทงดงาม ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น และขจัดความทุกข์กังวลใจ”

"จำเป็นสำหรับท่านทั้งหลาย คือฮับบะตุซเซาดาฮ์ เพราะแท้จริงมันเป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย"

ทำไมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ที่ขายอยู่ในท้องตลาด จึงราคาถูกกว่าของ กามิล ฮับบาตุซเซาดะฮ์??

เราไม่อาจตอบได้ว่า เพราะเหตุใด!! และยี่ห้อไหนดีกว่ากัน??  ผู้บริโภคเท่านั้นเป็นผู้ที่จะให้คำตอบด้วยตัวของเค้าเอง  โดยพิจารณาดูว่า ผลิตภัณฑ์ที่ท่านซื้อมารับประทานนั้น เป็นน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 100% หรือไม่?  มาตรฐานและกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ที่ท่านซื้อมา มีความน่าเชื่อถือได้เพียงใด? หรือมีแตกต่างกับของ KAMIL HABBATUSSAUDA อย่างไร?  ที่สำคัญที่สุด คือประสิทธิผลในการบำบัดรักษา “รับประทานแล้ว สามารถบำบัดรักษาการป่วยไข้ของท่านได้เพียงใด?”

หากผลิตภัณฑ์ที่ท่านซื้อมาระบุว่า มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกอยู่ด้วย ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมจะมีราคาที่ต่ำกว่าของ KAMIL HABBATUSSAUDA   ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำมันมะกอก extra vergin ที่ขายอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ หรือตามท้องตลาด ขนาดบรรจุขวดละ 500 มล. ราคาประมาณ 200 กว่าบาท (ให้เต็มที่ไม่เกิน 300฿)  แล้วคุณคิดว่า มันสามารถบรรจุใส่แคปซูล ได้สักกี่แคปซูล หรือกี่กระปุก โดยเติมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ลงไปเพียงเล็กน้อย หรือในสัดส่วนเท่าไร?? เราก็ไม่อาจทราบได้ หากผู้ผลิตมิได้ระบุส่วนผสม (ingredient) ที่ชัดเจนไว้ที่ฉลากข้างบรรจุภัณฑ์


ดังนั้น หากท่านต้องการบริโภคน้ำมันมะกอกจริง ๆ  ท่านสามารถซื้อน้ำมันมะกอก extra vergin เป็นขวด ที่ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตมารับประทาน จะช่วยท่านประหยัดงบประมาณได้มากกว่า  โดยอิสลามสนับสนุนให้รับประทานร่วมกับน้ำส้มสายชูหมัก อย่างเช่นในปัจจุบันที่เราใช้เป็นเครื่องปรุงน้ำสลัดผัก  หรือให้รับประทานน้ำมันมะกอก (เปล่าๆ) 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้า จะช่วยกระตุ้นให้ตับที่เฉื่อยชาและถุงน้ำดี ทำหน้าที่ของมัน ช่วยยับยั้งการก่อตัว และการเพิ่มจำนวนของ
เชื้อโรคในลำไส้

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

KAMIL HABBATUSSAUDA รักษาอาการไมเกรน..ได้


 โรคไมเกรน..ไม่ใช่โรคน่ากลัว
“ไมเกรน” ไม่น่าจะจัดว่าเป็นโรค ถือเป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงในสมองบีบตัว และคลายตัวมากกว่าปกติ  ซึ่งในคนปกติหลอดเลือดแดงจำนวนมากมายในสมอง ก็จะมีการบีบตัวและคลายตัวอยู่เป็นประจำ แต่ไม่มากจึงไม่รู้สึกปวดศีรษะ
อาการของไมเกรน
  1. ปวดศีรษะครึ่งซีก อาจเป็นบริเวณขมับหรือท้ายทอย แต่บางครั้งก็อาจเป็นสองข้างพร้อมกัน หรือเป็นสลับข้างกันก็ได้
  2. ลักษณะการปวดศีรษะส่วนมากจะปวดตุ๊บๆ นานครั้งหนึ่งๆ เกิน 20 นาที (ยกเว้นจะได้รับประทานยา) แต่บางครั้งถ้าเป็นรุนแรงอาจปวดนานเป็นวันๆ หรือสัปดาห์ก็ได้  ผู้ป่วยบางรายอาจมีปวดตื้อๆ ในสมอง
  3. อาการปวดศีรษะมักเป็นรุนแรง และส่วนมากจะมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยเสมอ โดยอาจเป็นขณะปวดศีรษะ ก่อนหรือหลังปวดศีรษะก็ได้ บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากจนรับประทานอะไรไม่ได้ (โดยส่วนตัวแล้ว เคยเห็นคุณแม่เป็นอยู่ค่ะ เวลาท่านเป็นทีคลื่นไส้ อาเจียน ทานอะไรไม่ได้ ต้องนอนพักนิ่ง ๆ เฉย ๆ นานมากอาจจะเป็นวัน จนกว่าอาการจะคลายตัว)
  4. อาการนำจะเป็นอาการทางสายตา โดยจะมีอาการนำมาก่อนปวดศีรษะราว 10-20 นาที เช่น เห็นแสงเป็นเส้นๆ ระยิบระยับแสงจ้าสะท้อน หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวนำหน้า    มาก่อน


อุบัติการณ์ของโรค พบบ่อยในผู้หญิงวัยสาวระหว่าง 20-40 ปี ในเด็ก และผู้สูงอายุพบน้อย ผู้ชายพบว่าเป็นไมเกรนน้อยกว่าผู้หญิง 3-4 เท่าตัว แต่ถ้าผู้ชายเป็น มักมีอาการรุนแรงกว่า โดยมีอาการปวดตาข้างใดข้างหนึ่ง น้ำตาไหล ตาแดง ปวดรุนแรงมากติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ และอาจเป็นซ้ำ บ่อยๆ ทุก 6-12 เดือน โรคไมเกรน พบบ่อยกับสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัวที่เป็นผู้หญิง เช่น แม่ น้องสาว น้า ป้า เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ
  1. ภาวะเครียด
  2. การอดนอน
  3. การขาดการพักผ่อน หรือทำงานมากเกินไป  (ด้วยส่วนตัวของตนเอง ก็มีอาการปวดศีรษะเช่นอาการไมเกรน ในข้อ 1 และ 2 เหมือนกัน เวลาเครียด ทำงานมาก หรือพักผ่อนไม่พอ แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นอาเจียน  แต่ก็มีอาการปวดศีรษะ อยู่เป็นช่วง ๆ อยู่หลายวัน เหมือนกันเวลาเป็นขึ้นมา กว่ามันจะคลายตัวและหายไปเอง หรือจากการหยุดพักงานต่าง ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ)
  4. ขณะมีระดู หรือรับประทานยาคุมกำเนิด (อันนี้ ผู้หญิงสาวหลายคน ก็คงจะเป็นเหมือนกัน มันปวดศีรษะตุ๊บ ๆ อยู่วันสองวัน พอมีระดู จึงถึงบางอ้อ อ๋อ ที่แท้เรากำลังจะมีเมนส์นี่เอง ถึงปวดหัว เพราะเคยมีประสบการณ์มาแล้วจร้า)
  5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์
  6. อาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต

ถึงแม้ไมเกรนจะไม่ใช่โรคน่ากลัว แต่มันก็เป็นอาการที่รบกวนต่อวิถีในการดำเนินชีวิตของเรา  ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไมเกรน จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงภาวะต่างๆ เหล่านี้ โดยสังเกตตนเองว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นการเกิดโรคไมเกรนในตนเอง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและแก้ไขได้ตรงจุด

โรคไมเกรน ก่อให้เกิดภาวะปวดศีรษะเรื้อรังนานเป็นปี ๆ บางรายอาจนานเป็นสิบ ๆ ปี จึงมักทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลว่า ทำไมตนเองจึงไม่ยอมหายจากภาวะปวดศีรษะนั้น และวิตกว่าจะมีความผิดปกติในสมองต่างๆ เช่น เนื้องอกหรือเลือดคั่งในสมอง หรือเกรงว่าจะเกิดอัมพาต หรือพิการตามมาภายหลัง ในกรณีนี้ จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะจากภาวะเครียดเพิ่มขึ้นมาทับถมอีก

การปวดศีรษะจากภาวะเครียดนั้น จะมีอาการปวดแบบตื้อๆ หนักศีรษะทั่วทั้งศีรษะ บางรายจะบอกว่าปวดเหมือนมีอะไรมาบีบรัดโดยรอบหัว อาการนี้จะเป็นมากตอนบ่ายๆ หรือสายๆ ช่วงเช้าไม่ค่อยปวด หลังนอนพักอาการจะดีขึ้น  ทั้งนี้ เพราะเกิดจากการบีบเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและบริเวณคอ
โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคไมเกรน จะไม่มีอันตรายใดๆ ที่จะก่อให้เกิดการพิการหรือทุพพลภาพตามมาแต่อย่างใด อาการปวดศีรษะชนิดไมเกรนนี้จะลดความรุนแรงลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเลยวัยหมดระดูไปแล้ว จะพบผู้ป่วยไมเกรนน้อยมาก

การปวดศีรษะจากโรคไมเกรนนี้ มักรักษาไม่หายด้วยยาแก้ปวดพาราเซตามอล ยาที่ผู้ป่วยใช้ได้ผลดี คือ ยาแก้ปวดแอสไพริน ขนาด 2 เม็ด ในขณะปวด แต่ข้อระวังห้ามรับประทานแอสไพรินในขณะท้องว่าง และผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารห้ามรับประทานแอสไพรินเด็ดขาด อาจเกิดเลือดออกในกระเพาะได้ นอกจากนี้ ยาแอสไพริน คือ ยาที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการแพ้ได้ง่าย

การใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ black seed oil ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ดีที่สุดในการรักษาอาการไมเกรน ถึงแม้จะไม่มีผลงานวิจัยต่าง ๆ ออกมายืนยันโดยตรงก็ตาม  แต่จากประวัติการใช้ในทางประวัติศาสตร์นับเป็นพันปี ก็ได้มีการใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ในการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน  ทั้งนี้ เนื่องจากในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีสรรพคุณในการช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และช่วยให้การหลับดีขึ้น  ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า “ทำไมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์” จึงรักษาอาการไมเกรน  โดยใช้ทั้งในรูปแบบของการรับประทาน และการทาภายนอก ซึ่งผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยของมัน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดของอารมณ์ และกล้ามเนื้อ...นะจ๊ะ


วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

KAMIL HABBATUSSAUDA รักษาโรคมะเร็งตับ


วันนี้มีประสบการณ์การใช้ KAMIL HABBATUSSAUDA (น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ black seed oil) จากลูกค้าที่ซื้อฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL ไปรับประทาน มาแบ่งปันให้แก่ทุกท่านที่ติดตามเว็บบล็อกของเราค่ะ  โดยขอหยิบยกโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 1 ของประชากรในประเทศไทย ซึ่งครองอันดับ 1 มาเป็นเวลา 10 ปี นับย้อนขึ้นไปจากรายงานสถิติในปี พ.ศ. 2553  และจากสถิติพบว่า "มะเร็งตับ" เป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับที่ 1 เช่นกันในจำนวนโรคมะเร็งทั้งหมด  
อัตราการตายด้วยโรคร้ายแรง 5 อันดับแรก (ปี 2543-2555)
อัตราการตายของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง (ปี 2543-2555)
“มะเร็งตับ” แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
  1. มะเร็งตับปฐมภูมิ เกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในเนื้อตับจริง ๆ และยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ hepatocellular carcinoma หรือ hepatoma  อีกชนิดคือมะเร็งของเซลล์ท่อทางเดินน้ำดี ที่เรียกว่า cholangiocarcinoma (หรือ อาจเรียกว่า “มะเร็งท่อน้ำดี” เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของท่อน้ำดี พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ภาคอิสาณ ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีพยาธิใบไม้ในตับ มีนิ่วในถุงน้ำดี ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ตับโต และปวดท้อง เป็นโรคที่สามารถมีอันตรายถึงตายได้อย่างรวดเร็วและไม่มีทางรักษา หากไม่สามารถตัดเนื้อมะเร็งออกให้หมดได้ ยังไม่มีการรักษาใด ๆ ที่มีโอกาสรักษาโรคให้หายได้นอกจากการผ่าตัด ในขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่าจะได้รับการวินิจฉัยก็เป็นระยะที่โรคลุกลามไปมาก และไม่สามารถผ่าตัดได้แล้ว ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีมักได้รับการดูแลรักษาด้วยการให้เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา  ซึ่งเป็นการรักษาแบบประคับประคอง   อัตราการรอดตายของผู้ป่วย คือ จะมีชีวิตอย่างน้อยห้าปีหลังตรวจพบมะเร็ง ทั้งนี้ ไม่รวมคนที่ตายจากโรคอื่น ๆ )

Cholangiocarcinoma
2. มะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากอวัยวะอื่นก่อน แล้วค่อยแพร่กระจายเข้าไปในตับ ซึ่งโดยมากก็จะเป็นจากลำไส้ ปอด เต้านม เป็นต้น
 
ส่วนที่หมอวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับ หมายถึง กลุ่มแรกที่เกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดในตับโดยตรง ซึ่งมะเร็งทั้งสองชนิดในกลุ่มนี้ สามารถที่จะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้เช่นกัน และหากมีการแพร่กระจายแล้วก็ถือว่าเป็นระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้าย.. ดังนั้น โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้นั้นยากมากค่ะ แทบเรียกได้ว่าไม่ค่อยจะมี...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไข้จะต้องเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรอยโรคในตับว่ามันรุนแรงแค่ไหน??  และสาเหตุที่คนไข้จะเสียชีวิตมักจะเกิดจากภาวะตับวาย คือมีรอยโรคในตับที่มากจนตับที่เหลืออยู่น้อยมาก จนตับทำงานไม่ไหวนั่นเอง  มักจะไม่ได้เสียชีวิตจากรอยโรคที่อื่น....วิธีการรักษา จึงมีเพียงจุดมุ่งหมายในการประคับประคองเท่านั้น  เพื่อลดความเจ็บปวดทรมานและให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ประสบการณ์จากผู้ใช้ KAMIL HABBATUSSAUDA  
คุณยายคนหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ อายุประมาณ 70 กว่าปี ป่วยด้วยโรค “มะเร็งตับ ระยะที่ 4 ลูกสาวของคุณยาย มิได้ให้คุณยายบำบัดรักษาความเจ็บป่วยด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน  อาจเป็นไปได้ว่า เธอคงศึกษาวิธีการรักษามาแล้วว่า ไม่ได้ช่วยให้คุณแม่ของเธอมีอาการดีขึ้น และหายจากโรคร้ายนี้ได้ และหากรักษาคนไข้อาจจะทนรับผลกระทบ ที่เกิดจากการรักษาไม่ไหว เช่น การได้รับเคมีบำบัด เธอจึงได้เสาะแสวงหาการรักษาด้วยวิถีธรรมชาติ และได้ search ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วเธอก็ได้พบ “สมุนไพรฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL” ในเว็บบล็อกแห่งนี้ 

“โอ้ พระเจ้า มันเป็นแสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ยังคงมีเหลืออยู่” เธอโทรมาดิฉันด้วยน้ำเสียงที่
ตื่นเต้นและสั่นเครือ  ดิฉันจึงบอกว่า "มิอาจรับปากได้นะ ว่าคุณยายจะรอดหรือไม่? เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า อายุขัยของคุณยายจะจบลงเมื่อไร?  (ฮับบาตุซเซาดะฮ์ เป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย)  แต่ถ้าตัดสินใจรับประทานก็มีแต่ผลดีเกิดขึ้น ไม่มีผลเสียหาย"  
ดังนั้น เธอจึงได้ตัดสินใจสั่งซื้อเพียง 1 กระปุก (วันที่ 16 ก.ย. 55) เพื่อดูผลการตอบสนองของสมุนไพรก่อน  และได้ให้คุณแม่ของเธอรับประทาน พร้อมทั้งตัวเองก็ลองทาน เพื่อรักษาอาการเบาหวานของเธอด้วย

ผลลัพท์ : ภายในช่วงเวลาแค่ 10 วันเท่านั้น ดิฉันได้โทรไปเยี่ยมเยียน เธอบอกว่า คุณยาย (หมายถึง คุณแม่ของเธอ) มีอาการดีขึ้นมาก อาการตัวเหลืองน้อยลงกว่าเดิม และตัวเธอเองที่เป็นเบาหวาน ก็ได้ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือด พบระดับน้ำตาลในเลือดลดลง..ด้วยเช่นกัน
เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่เพิ่งผ่านมาสองวันนี้  เธอได้โทรมาสั่งซื้อ KAMIL HABBATUSSAUDA เพิ่มอีก 3 กระปุก และดิฉันได้สอบถามอาการของคุณยาย  เธอตอบว่า “คุณยายดีขึ้นมาก ๆ เกือบเหมือนคนปกติ ทานอาหารได้ เมื่อตอนสิ้นเดือนกันยายน เข้าโรงพยาบาล เนื่องจากสายที่ต่อท่อน้ำดีจากตับ เพื่อให้ถ่ายทิ้งออกข้างนอกนั้น ได้หลุดออกมา จึงต้องเข้าโรงพยาบาลให้คุณหมอใส่ให้ใหม่  แต่คุณยายไม่ได้มีอาการป่วยหรือผิดปกติประการใด  และไม่ได้เข้าไปเพื่อบำบัดรักษา (treat) โรคมะเร็งตับ แต่อย่างใด คุณหมอที่ให้การดูแลบอกว่า คุณยายอาการดีขึ้นมาก และอีกไม่นานนักถ้าคุณยายดีขึ้นกว่านี้ คุณหมออาจจะถอดสายที่ต่อท่อน้ำดีทิ้ง"  ช่างน่ามหัศจรรย์จริง ๆ  ตอนท้ายเธอยังได้กล่าวย้ำกับดิฉันอีกว่า “คุณแม่ของเธอไม่ได้บำบัดรักษาด้วยวิธีการอื่นใด นอกจากทานฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL เพียงอย่างเดียวค่ะ”
ดิฉันมิอาจซักถามได้ว่า คุณยายป่วยเป็นมะเร็บตับประเภทหรือชนิดไหน?  แต่จากการฟังอาการที่เธอเล่ามา ประกอบกับการค้นคว้าข้อมูลเรื่องโรคมะเร็งตับ ดิฉันคาดว่า คุณยายน่าจะป่วยเป็นมะเร็งตับ ชนิด cholangiocarcinoma.

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

มะเร็งตับ..ภัยร้ายที่ไม่ควรประมาท


“มะเร็งตับ”  เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับนี้ถ้ารู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน

1. ไวรัสตับอักเสบบีและซี จากข้อมูลทางสถิติพบว่า 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีและซีมาก่อน โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 223 เท่า 
2. ตับแข็ง ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีอากรตับแข็งร่วมด้วย 
3. ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทำให้มีอาการตับแข็ง
4. ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือมีโรคอ้วน
4. สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ เป็นสารก่อมะเร็ง  จึงเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่า อะฟลาท๊อกซิน มีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ  และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม  ดังนั้น ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่เก็บค้างไว้นาน ๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้

เราจะทราบได้อย่างไรว่า..กำลังเป็นมะเร็งตับ ?
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ มีอัตราการอยู่รอดต่ำ ก็คือ มะเร็งตับในระยะแรก ซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้น มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเครือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30%  ดังนั้น เมื่อโรคปรากฏอาการชัดเจน มะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลาม หรือมีขนาดใหญ่และไม่สามารถจะรักษาได้แล้ว

อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับ
 รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัด ก็คือ ปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวา และอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง

มะเร็งตับสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่มีข้อแม้หลายประการคือ ต้องเป็นก้อนเดียว
และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ลึกมาก หรือเฉพาะในกลีบซ้ายของตับ
 แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยมะเร็งตับในบ้านเรา มักมาพบแพทย์เมื่ออยู่ในระยะที่ไม่สามารถที่จะผ่าตัดให้หายขาดได้  รวมไปถึงบางรายที่แม้ผ่าไปแล้ว ต่อมาพบมะเร็งเกิดขึ้นซ้ำอีก เนื่องมาจากมะเร็งได้กระจายไปในระดับเซลล์แล้วตั้งแต่ก่อนผ่าตัด แต่ยังไม่ถึงกับเป็นก้อนให้ตรวจพบได้ ก่อนหน้านี้เมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ผ่าตัดไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีวิธีรักษาอื่นอีก แพทย์มักแนะนำให้ญาติกลับไปดูแลผู้ป่วยเองที่บ้าน หรือให้เพียงการรักษาประคับประคองกับผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากมะเร็งตับ
ในปัจจุบัน มีการรักษาอีกทางหนึ่งซึ่งจะช่วยยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งตับให้ยืนยาวต่อไปได้อีก ทางการแพทย์เรียกว่า Transarterial Oily-chemoembolization ( TOCE ) เป็นการรักษาโดยรังสีแพทย์ หลักการคือการนำยาเข้าไปรักษาที่ตัวก้อนเนื้องอกในตับโดยตรง  การรักษาวิธีนี้จะทำให้เนื้องอกได้รับยาอย่างเต็มที่ ยาสามารถออกฤทธิ์อยู่ได้นาน ทำให้เนื้องอกฝ่อเป็นบางส่วน เนื้องอกยุบตัว และขนาดเล็กลง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่เมื่อเทียบกับการที่ไม่ได้รับการรักษาใดเลย ผู้ป่วยอาจมีอายุเพิ่มขึ้นได้อีกหลายเดือน หรืออาจจะเลยปี  และช่วยให้ผู้ป่วยจะเจ็บปวดและทรมานจากโรคน้อยลง สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสบายขึ้น


ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจากโรคร้ายนี้ จึงควรหลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และหากป่วยเป็นมะเร็งตับแล้ว..จะทำอย่างไรดีเล่า!! 

KAMIL HABBATUSSUADA มีลูกค้าคนหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ เธอสั่งซื้อน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ black seed oil ของ KAMIL เมื่อวันที่ 16 ก.ย.นี้เอง เพื่อรักษามารดาของเธอ ซึ่งอายุ 70 กว่าปีแล้ว ป่วยเป็นมะเร็งตับ ระยะที่ 4 เธอไม่ได้ให้มารดาของเธอรับการรักษาด้วยการผ่าตัด หรือเยียวยาตามการแพทย์แผนปัจจุบันมากนัก เนื่องจามารดาของเธออายุมาแล้ว คงทนรับผลกระทบจากการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ไหว  เธอจึงได้แสวงหาสมุนไพร หรือวิธีการรักษาทางธรรมชาติ จากข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็ได้มาพบเว็บบล็อกของ KAMIL HABBATUSSAUDA

โอ้..พระเจ้า มันคือทางรอดอันน้อยนิดที่ยังมีเหลืออยู่ เธอโทรมาดิฉันด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและสั่นเครือ  ซึ่งดิฉันก็บอกว่า "มิอาจรับปากได้นะ ว่าคุณยายจะรอดหรือไม่? เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า อายุขัยของคุณยายจะจบลงเมือ่ไร? แต่ถ้าตัดสินใจรับประทานก็มีแต่ผลดีเกิดขึ้น ไม่มีผลเสียหาย"  ดังนั้น เธอจึงได้ตัดสินใจสั่งซื้อเพื่อทดลองทานดูก่อน 1 กระปุก และได้ให้คุณแม่ของเธอรับประทาน พร้อมทั้งตัวเองก็ลองทาน เพื่อรักษาอาการเบาหวานของเธอด้วย

ผลลัพธ์ที่ได้ภายในช่วงเวลาแค่ 10 วัน เธอบอกว่า คุณยาย (หมายถึง คุณแม่ของเธอ) มีอาการดีขึ้นมาก อาการตัวเหลืองน้อยลงกว่าเดิม และตัวเธอเองที่เป็นเบาหวาน ก็ได้ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือด พบระดับน้ำตาลในเลือดลดลง..
(( ขอขอบพระคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า ที่ได้โปรดประทานพืชสมุนไพรนี้ มาให้เป็นยาบำบัดรักษาโรคทั้งหลาย ที่เกิดแก่มวลมนุษยชาติ ))