แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kamil habbatussauda แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kamil habbatussauda แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

อย. ของ KAMIL HABBATUSSAUDA

วันนี้ขอกลับมาทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับ เรื่อง อย. ของ KAMIL อีกสักครั้งหนึ่งนะคะ.. เนื่องจากมีลูกค้ารายหนึ่ง..คุณพ่อของเธอ อายุ 80 กว่าปี รับประทาน KAMIL วันละ 4 แคปซูล (2x2) แล้วรู้สึกว่า..สุขภาพของท่านดีขึ้น ร่างกายสดชื่น ท่านจึงได้แนะนำบรรดาญาติพี่น้องให้รับประทาน. แต่ก็ได้รับการท้วงติงเรื่อง อย. จากพี่น้อง.. ซึ่งตัวท่านเองก็เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ จากผลตอบรับที่ได้กับตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถที่จะชี้แจงญาติพี่น้องได้ว่า เพราะเหตุใดจึงไม่มี อย.ของไทย ดิฉันจึงได้รับคำถามนี้มากจากลูกสาวของท่าน
ที่เป็นผู้ซื้อ..

วันนี้ก็เลยย้อนกลับไปดูข้อมูลเก่าในเรื่องนี้ ที่เคยชี้แจงไว้แล้วเมื่อปี 2556 เกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภค KAMIL HABBATUSSAUDA ว่า มีปลอดภัยหรือไม่..เพียงใด??  ถึงแม้ว่า KAMIL จะไม่ได้ผ่านการรรับรองจาก อย.ของไทยก็ตาม  แต่ทว่า..ได้ผ่านขั้นการรับรองจากทางกรมอนามัย ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิต และการรับจากกรมอนามัยของอินโดฯ ก็มีขั้นตอนที่เข้มงวด..ไม่แพ้ อย.ไทย (เราจะไม่ขอกล่าวถึงขั้นตอนการขอ อย. ไทย ที่เข้มงวด และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่มีความสามารถ ที่จะขอ อย. ให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง) ต่อไปนี้จึงขอทบทวนโดยสรุปให้รับทราบกันอีกครั้ง ดังนี้

 

KAMIL HABBATUSSAUDA
น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ / น้ำมันเทียนดำ / Black Seed Oil 100%

1. เป็นสินค้านำเข้าจากอินโดเนียเซีย โดยนำเข้ามาทั้ง packaging  มิได้นำมาแบ่งบรรจุในประเทศไทย สินค้าทุกชิ้นจึงผ่านการผลิตและการตรวจสอบ มาจากทางโรงงานที่ผ่านการรับรอง จากประเทศอินโดนีเซีย

2. จัดอยู่ในประเภทของ "ยาแผนโบราณ”

3. มีตรารับรอง JAMU จากอินโดฯ ซึ่งเป็นตรารับรอง "ยาสมุนไพรแผนโบราณ" และมีเพียงประเทศอินโดฯ ประเทศเดียวเท่านั้น ที่สามารถออกตรารับรองนี้ได้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ JAMU จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะอาด บริสุทธิ์ ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติล้วน ๆ ปลอดสารเคมีหรือสิ่งเจือปนใด ๆ ที่มิได้มาจากธรรมชาติ.. จึงเปรียบเสมือนสินค้าประเภท ORGANIC FOOD ในตลาดสีเขียวที่เรารู้จักกันดี

4. ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการอุตสาหกรรม ผลิตยาแผโบราณ (หรือ IZIN IKOT) โดยผู้ผลิต ADAS INDONUSIA ได้รับใบอนุญาตเลขที่ P2T/13/03.10/VII/2011 (เข้าใจว่า..น่าจะออกในปี 2011) 

5. หลักฐานสำคัญ ที่ใช้ในการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตยา
  • ที่ตั้งตัวอาคาร คลังเก็บวัตถุดิบ คลังเก็บสินค้าสำเร็จรูป (ผลิตแล้ว) และขนาดของอาคารที่เหมาะสม
  • สำเนาใบอนุญาต ของเภสัชกรประจำโรงงาน
  • บันทึกข้อตกลง หรือสัญญาระหว่าง ผู้ผลิตกับเภสัชกรประจำโรงงาน
  • ตัวยาที่เป็นของเหลว จะต้องมีผลการทดสอบทางจุลชีววิทยา จากห้อง lab
  • จะต้องมีคำชี้แจงทางการแพทย์ในการผลิต
  • จะต้องแสดงรูปแบบของวัตถุดิบที่นำมาใช้ อุปกรณ์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์ในการประมวลผล บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ และกรรมวิธีในการบรรจุ
  • มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • มีอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ

6. ได้รับใบอนุญาตจดแจ้งขึ้นทะเบียนยา หรือหนังสือรับรองจากกรมอนามัย ประเทศอินโดนีเซีย (Depkes. RI. SP. NO. 1873/13.01/02) โดย lot ปัจจุบัน คือ Best Before : Dec. 2017 (เลขที่ใบอนุญาต : POM TR. 133.370.581)

7. ได้รับตรารับรองฮาลาล (HALAL) จากสาภอุละมาอ์ ประจำกรมอนามัย อินโดฯ (HALAL LP POM MUI) สำหรับแคปซูลที่นำมาบรรจุน้ำมัน โดยได้รับใบรับรองเลขที่
(No. Sert. 00170012700600)

8. สินค้าแต่ละ LOT. การผลิตได้รับการตรวจสอบจากกรมอนามัย ตามกำหนดเวลา โดยสังเกตจากเลขที่ใบอนุญาตจะมีการเปลียนแปลงใหม่.

ทั้งนี้ ผู้บริโภคทุกท่านจึงมั่นใจได้ว่า KAMIL HABBATUSSAUDA
“ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย”

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL ปรับราคาใหม่

น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL HABBATUSSADA
เดิมทีตั้งแต่เปิดกิจการใหม่ ๆ เมื่อปีตั้งแต่ปี 2555 เราขายปลีกอยู่ที่กระปุกละ 1,200 บาท และราคาแนะนำสำหรับลูกค้า ที่รับประทานอย่างต่อเนื่อง คือ ขายเป็นชุด ๆ ละ 3 กระปุก ราคา 3,100 บาท (รวมค่าจัดส่ง EMS)



ปัจจุบันน้ำมันบาตุซเซาดะฮ์ หรือ Black Seed Oil ของ KAMIL ได้ปรับราคาลง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง และเพื่อให้ลูกค้าได้ซื้อของดีมีคุณภาพในราคาที่ประหยัดลง  จึงขายปลีกในราคา กระปุกละ 800 บาท.. แต่ทว่าคุณภาพยังคงดีเยี่ยม เหมือนเดิมทุกประการนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แอบอ้างชื่อ น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL HABBATUSSAUDA

ประกาศแอบอ้างชื่อผลิตภัณฑ์

มีคนแอบอ้างเอาชื่อ น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL Habbatussauda ไปใช้ โดยโพสต์ขายในบอร์ดขายสินค้าตามเว็บต่าง ๆ ซ้ำยังลอกข้อมูลของเราไปทั้งหมด แบบที่ไม่มีการแก้ไขดัดแปลงข้อมูล เราคนทำคนเขียนเว็บเอง
"จำได้ทุกตัวอักษร" กว่าจะหาข้อมูลมาได้.. จะลอกไปใช้ก็ไม่ว่า.. เพราะให้เป็นวิทยาทาน. แต่นี่แอบอ้างชื่อผลิตภัณฑ์ของ KAMIL HABBATUSSAUDA  





เนื่องจากอาจจะเป็นไปได้ว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของเราติด google ทั้งการเสริชหารูป และข้อมูลวิชาการ ก็เป็นได้.. ไม่น่าทำกันเลย  อยากขายก็ขายไป ในชื่อตัวเอง ข้อมูลจะเอาไปใช้ก็เอาไปปรับใช้ซะหน่อย อย่าให้มันน่าเกลียดนัก เหมือนมาก็อปปี้กันไปเช่นนี้
ของลอกเลียนแบบนี้ เค้าทำมาตั้งแต่ มิ.ย. 2013 ตอนนี้เว็บเค้าไม่มีแล้ว แต่มีข้อมูล และรูป ที่ทางเราสืบค้นเจอในโพสต์ของเว็บบอร์ดต่าง ๆ เข้าใจว่า..ผู้ขายรายนี้คงนำสินค้าเข้ามาได้เพียงครั้งเดียว เป็นสินค้าจากต่างประเทศ และไม่ได้นำมาขายอีก

หรือ หากว่ายังขายอยู่ ช่วยแก้ไข้ ให้ถูกต้องด้วยนะคะ จะใช้ชื่อะไรก็ได้ แต่อย่าลอกชื่อคนอื่น และข้อมูลของคนอื่นแบบนี้เลยค่ะ



ลองเข้าไปอ่านข้อมูลของเว็บเรา ตามลิงค์นี้นะคะ 
ลอกกันมาดื้อ ๆ เหมือนเปรี๊ยบเลย ค่ะ

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทำไมฉันต้องเลือกรับประทาน KAMIL HABBATUSSAUDA??!!

ทำไมต้องเป็น KAMIL HABBATUSSAUDA ล่ะ ทานยี่ห้ออื่นไม่ดีกว่าหรือ?? 
คำถามที่มักพบบ่อย ๆ หรือผู้บริโภคหลายคนสงสัย !!
ทำไมต้องเลือกกามิล ฮับบาตุซเซาดะฮ์??
แล้วทำไมกามิล ฮับบาตุซเซาดะฮ์ จึงมีราคาสูงกว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ยี่ห้ออื่นที่ขายตามท้องตลาด??

คำตอบ : 
  1. KAMIL HABBATUSSAUDA เป็นน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ Black Seed Oil 100% สกัดด้วยวิธี cold pressed จึงสามารถรักษาคุณค่าสารอาหารในฮับบาตุซเซาดะฮ์ไว้ได้มากที่สุด ปราศจากการเติมเต็มด้วยส่วนผสมของน้ำมันอื่น ๆ เช่น น้ำมันมะกอก ดังนั้น จึงให้ผลลัพธ์ในการรักษาได้เต็มตามประสิทธิภาพของน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 
  2. เป็นสินค้าที่ผลิต และนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่มีความเชียวชาญในการผลิตยาสมุนไพร เพื่อการดูสุขภาพและรักษาโรค มาเป็นเวลาช้านานกว่า 1,000 ปี 
  3. กรรมวิธีผลิต มีการคัดสรรวัตถุดิบที่ดึที่สุด โดยนำเมล็ดพันธุ์ฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ black seed มาจากประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด มีการเก็บรักษาที่ดี และมีการควบคุมการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดภัย ปราศจากสารเคมีเจือปน จึงได้รับตรารับรองผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรแผนโบราณ (JAMU) จากอินโดเนีย คุณจึงมั่นใจในการบริโภค (สามารถบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ)
  4. มีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน ภายใต้การควบคุมของเภสัชกร ได้รับอนุญาตประกอบกิจการอุตสากรรมผลิตยาแผนโบราณ (IZIN IKOT : P2T/13/03.10/VII/2011)
  5. ผ่านการรับรองจากกรมอนามัย ของประเทศอินโดนีเซีย ใบอนุญาต อย. เลขที่ Dep.kes. RI SP. NO.1873/13.01/02
  6. ได้รับตรารับรอง Halal (มีความสะอาดตามศาสนบัญญัติ เพราะฉะนั้น แคปซูลที่นำมาใช้ ไม่ใช่ชนิดที่ทำมาจากเจลาตินของสัตว์ หรือสิ่งต้องห้ามในการบริโภค)


คุณค่าทางโภชนาการระหว่างน้ำมันมะกอก & น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์

น้ำมันมะกอก (Olive Oil) เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ที่อิสลามสนับสนุนให้มุสลิมรับประทาน  มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ช่วยแก้ไขปัญหาความผิดปกติของไต นิ่วในถุงน้ำดี แก้อาการจุกเสียดในไตและในตับ ช่วยขจัดพิษในตับ ทำให้ผิวพรรณสดใส

แต่ถ้าเรามาเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการกับน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์แล้ว จะเห็นว่าให้คุณค่าในการรักษาที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก  เนื่องจากในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ มีองค์ประกอบของสารอาหารที่ทรงคุณค่าต่อร่างกายมากกว่า 100 ชนิด จึงให้การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายและความงามแบบองค์รวม อีกทั้งสามารถบำบัดรักษาโรคได้ทุกชนิด ซึ่งมีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันอย่างมากมาย

คำถาม : น้ำมันชนิดใดให้คุณค่า หรือสรรพคุณในการบำบัดรักษามากว่ากัน??
คำตอบ : จากข้อมูลข้างต้นท่านคงพอจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วล่ะ แต่คำตอบที่ดีที่สุด คือ ให้เราย้อนไปดูฮะดิษ หรือรายงานจากวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ว่า :-

“ท่านทั้งหลายจงรับประทานน้ำมันมะกอกเถิด เพราะแท้จริงมันจะบำบัดน้ำดี ขับเสมหะ บำรุงประสาท ทำให้มีมรรยาทงดงาม ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น และขจัดความทุกข์กังวลใจ”

"จำเป็นสำหรับท่านทั้งหลาย คือฮับบะตุซเซาดาฮ์ เพราะแท้จริงมันเป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย"

ทำไมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ที่ขายอยู่ในท้องตลาด จึงราคาถูกกว่าของ กามิล ฮับบาตุซเซาดะฮ์??

เราไม่อาจตอบได้ว่า เพราะเหตุใด!! และยี่ห้อไหนดีกว่ากัน??  ผู้บริโภคเท่านั้นเป็นผู้ที่จะให้คำตอบด้วยตัวของเค้าเอง  โดยพิจารณาดูว่า ผลิตภัณฑ์ที่ท่านซื้อมารับประทานนั้น เป็นน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 100% หรือไม่?  มาตรฐานและกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ที่ท่านซื้อมา มีความน่าเชื่อถือได้เพียงใด? หรือมีแตกต่างกับของ KAMIL HABBATUSSAUDA อย่างไร?  ที่สำคัญที่สุด คือประสิทธิผลในการบำบัดรักษา “รับประทานแล้ว สามารถบำบัดรักษาการป่วยไข้ของท่านได้เพียงใด?”

หากผลิตภัณฑ์ที่ท่านซื้อมาระบุว่า มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกอยู่ด้วย ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมจะมีราคาที่ต่ำกว่าของ KAMIL HABBATUSSAUDA   ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำมันมะกอก extra vergin ที่ขายอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ หรือตามท้องตลาด ขนาดบรรจุขวดละ 500 มล. ราคาประมาณ 200 กว่าบาท (ให้เต็มที่ไม่เกิน 300฿)  แล้วคุณคิดว่า มันสามารถบรรจุใส่แคปซูล ได้สักกี่แคปซูล หรือกี่กระปุก โดยเติมน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ลงไปเพียงเล็กน้อย หรือในสัดส่วนเท่าไร?? เราก็ไม่อาจทราบได้ หากผู้ผลิตมิได้ระบุส่วนผสม (ingredient) ที่ชัดเจนไว้ที่ฉลากข้างบรรจุภัณฑ์


ดังนั้น หากท่านต้องการบริโภคน้ำมันมะกอกจริง ๆ  ท่านสามารถซื้อน้ำมันมะกอก extra vergin เป็นขวด ที่ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตมารับประทาน จะช่วยท่านประหยัดงบประมาณได้มากกว่า  โดยอิสลามสนับสนุนให้รับประทานร่วมกับน้ำส้มสายชูหมัก อย่างเช่นในปัจจุบันที่เราใช้เป็นเครื่องปรุงน้ำสลัดผัก  หรือให้รับประทานน้ำมันมะกอก (เปล่าๆ) 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้า จะช่วยกระตุ้นให้ตับที่เฉื่อยชาและถุงน้ำดี ทำหน้าที่ของมัน ช่วยยับยั้งการก่อตัว และการเพิ่มจำนวนของ
เชื้อโรคในลำไส้

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

KAMIL HABBATUSSAUDA รักษาโรคมะเร็งตับ


วันนี้มีประสบการณ์การใช้ KAMIL HABBATUSSAUDA (น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ black seed oil) จากลูกค้าที่ซื้อฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL ไปรับประทาน มาแบ่งปันให้แก่ทุกท่านที่ติดตามเว็บบล็อกของเราค่ะ  โดยขอหยิบยกโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 1 ของประชากรในประเทศไทย ซึ่งครองอันดับ 1 มาเป็นเวลา 10 ปี นับย้อนขึ้นไปจากรายงานสถิติในปี พ.ศ. 2553  และจากสถิติพบว่า "มะเร็งตับ" เป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับที่ 1 เช่นกันในจำนวนโรคมะเร็งทั้งหมด  
อัตราการตายด้วยโรคร้ายแรง 5 อันดับแรก (ปี 2543-2555)
อัตราการตายของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง (ปี 2543-2555)
“มะเร็งตับ” แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
  1. มะเร็งตับปฐมภูมิ เกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในเนื้อตับจริง ๆ และยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ hepatocellular carcinoma หรือ hepatoma  อีกชนิดคือมะเร็งของเซลล์ท่อทางเดินน้ำดี ที่เรียกว่า cholangiocarcinoma (หรือ อาจเรียกว่า “มะเร็งท่อน้ำดี” เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของท่อน้ำดี พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ภาคอิสาณ ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีพยาธิใบไม้ในตับ มีนิ่วในถุงน้ำดี ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ตับโต และปวดท้อง เป็นโรคที่สามารถมีอันตรายถึงตายได้อย่างรวดเร็วและไม่มีทางรักษา หากไม่สามารถตัดเนื้อมะเร็งออกให้หมดได้ ยังไม่มีการรักษาใด ๆ ที่มีโอกาสรักษาโรคให้หายได้นอกจากการผ่าตัด ในขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่าจะได้รับการวินิจฉัยก็เป็นระยะที่โรคลุกลามไปมาก และไม่สามารถผ่าตัดได้แล้ว ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีมักได้รับการดูแลรักษาด้วยการให้เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา  ซึ่งเป็นการรักษาแบบประคับประคอง   อัตราการรอดตายของผู้ป่วย คือ จะมีชีวิตอย่างน้อยห้าปีหลังตรวจพบมะเร็ง ทั้งนี้ ไม่รวมคนที่ตายจากโรคอื่น ๆ )

Cholangiocarcinoma
2. มะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากอวัยวะอื่นก่อน แล้วค่อยแพร่กระจายเข้าไปในตับ ซึ่งโดยมากก็จะเป็นจากลำไส้ ปอด เต้านม เป็นต้น
 
ส่วนที่หมอวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับ หมายถึง กลุ่มแรกที่เกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดในตับโดยตรง ซึ่งมะเร็งทั้งสองชนิดในกลุ่มนี้ สามารถที่จะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้เช่นกัน และหากมีการแพร่กระจายแล้วก็ถือว่าเป็นระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้าย.. ดังนั้น โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้นั้นยากมากค่ะ แทบเรียกได้ว่าไม่ค่อยจะมี...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไข้จะต้องเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรอยโรคในตับว่ามันรุนแรงแค่ไหน??  และสาเหตุที่คนไข้จะเสียชีวิตมักจะเกิดจากภาวะตับวาย คือมีรอยโรคในตับที่มากจนตับที่เหลืออยู่น้อยมาก จนตับทำงานไม่ไหวนั่นเอง  มักจะไม่ได้เสียชีวิตจากรอยโรคที่อื่น....วิธีการรักษา จึงมีเพียงจุดมุ่งหมายในการประคับประคองเท่านั้น  เพื่อลดความเจ็บปวดทรมานและให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ประสบการณ์จากผู้ใช้ KAMIL HABBATUSSAUDA  
คุณยายคนหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ อายุประมาณ 70 กว่าปี ป่วยด้วยโรค “มะเร็งตับ ระยะที่ 4 ลูกสาวของคุณยาย มิได้ให้คุณยายบำบัดรักษาความเจ็บป่วยด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน  อาจเป็นไปได้ว่า เธอคงศึกษาวิธีการรักษามาแล้วว่า ไม่ได้ช่วยให้คุณแม่ของเธอมีอาการดีขึ้น และหายจากโรคร้ายนี้ได้ และหากรักษาคนไข้อาจจะทนรับผลกระทบ ที่เกิดจากการรักษาไม่ไหว เช่น การได้รับเคมีบำบัด เธอจึงได้เสาะแสวงหาการรักษาด้วยวิถีธรรมชาติ และได้ search ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วเธอก็ได้พบ “สมุนไพรฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL” ในเว็บบล็อกแห่งนี้ 

“โอ้ พระเจ้า มันเป็นแสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ยังคงมีเหลืออยู่” เธอโทรมาดิฉันด้วยน้ำเสียงที่
ตื่นเต้นและสั่นเครือ  ดิฉันจึงบอกว่า "มิอาจรับปากได้นะ ว่าคุณยายจะรอดหรือไม่? เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า อายุขัยของคุณยายจะจบลงเมื่อไร?  (ฮับบาตุซเซาดะฮ์ เป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย)  แต่ถ้าตัดสินใจรับประทานก็มีแต่ผลดีเกิดขึ้น ไม่มีผลเสียหาย"  
ดังนั้น เธอจึงได้ตัดสินใจสั่งซื้อเพียง 1 กระปุก (วันที่ 16 ก.ย. 55) เพื่อดูผลการตอบสนองของสมุนไพรก่อน  และได้ให้คุณแม่ของเธอรับประทาน พร้อมทั้งตัวเองก็ลองทาน เพื่อรักษาอาการเบาหวานของเธอด้วย

ผลลัพท์ : ภายในช่วงเวลาแค่ 10 วันเท่านั้น ดิฉันได้โทรไปเยี่ยมเยียน เธอบอกว่า คุณยาย (หมายถึง คุณแม่ของเธอ) มีอาการดีขึ้นมาก อาการตัวเหลืองน้อยลงกว่าเดิม และตัวเธอเองที่เป็นเบาหวาน ก็ได้ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือด พบระดับน้ำตาลในเลือดลดลง..ด้วยเช่นกัน
เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่เพิ่งผ่านมาสองวันนี้  เธอได้โทรมาสั่งซื้อ KAMIL HABBATUSSAUDA เพิ่มอีก 3 กระปุก และดิฉันได้สอบถามอาการของคุณยาย  เธอตอบว่า “คุณยายดีขึ้นมาก ๆ เกือบเหมือนคนปกติ ทานอาหารได้ เมื่อตอนสิ้นเดือนกันยายน เข้าโรงพยาบาล เนื่องจากสายที่ต่อท่อน้ำดีจากตับ เพื่อให้ถ่ายทิ้งออกข้างนอกนั้น ได้หลุดออกมา จึงต้องเข้าโรงพยาบาลให้คุณหมอใส่ให้ใหม่  แต่คุณยายไม่ได้มีอาการป่วยหรือผิดปกติประการใด  และไม่ได้เข้าไปเพื่อบำบัดรักษา (treat) โรคมะเร็งตับ แต่อย่างใด คุณหมอที่ให้การดูแลบอกว่า คุณยายอาการดีขึ้นมาก และอีกไม่นานนักถ้าคุณยายดีขึ้นกว่านี้ คุณหมออาจจะถอดสายที่ต่อท่อน้ำดีทิ้ง"  ช่างน่ามหัศจรรย์จริง ๆ  ตอนท้ายเธอยังได้กล่าวย้ำกับดิฉันอีกว่า “คุณแม่ของเธอไม่ได้บำบัดรักษาด้วยวิธีการอื่นใด นอกจากทานฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL เพียงอย่างเดียวค่ะ”
ดิฉันมิอาจซักถามได้ว่า คุณยายป่วยเป็นมะเร็บตับประเภทหรือชนิดไหน?  แต่จากการฟังอาการที่เธอเล่ามา ประกอบกับการค้นคว้าข้อมูลเรื่องโรคมะเร็งตับ ดิฉันคาดว่า คุณยายน่าจะป่วยเป็นมะเร็งตับ ชนิด cholangiocarcinoma.

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555


โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

จากการศึกษาพบว่า ประมาณ 10% ของประชากร ซึ่งไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ในประเทศไทยมีประชากรประมาณ 60 ล้านคน ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม 6 ล้านคน (เป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย) มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า

โรคข้อเข่าเสื่อม ปวดเข่า เป็นโรคที่มาจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนที่หุ้มปลายกระดูกถูกทำลายมากขึ้น (เนื่องจากสูงอายุ มักพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป) ในขณะที่การสร้างทดแทนลดลง ทำให้กระดูกอ่อนที่หุ้มข้อเป็นแผลและไม่เรียบ จนทำให้เนื้อกระดูกที่อยู่ด้านล่างขัดสีกันเมื่อมีการเคลื่อนไหว เกิดการอักเสบ ปวด บวมที่บริเวณข้อ ทำให้ความสามารถในการเคลื่อนไหว ยืน เดิน หรือนั่งลดลง

อาการแสดงออกของโรคข้อเข่าเสื่อม อาจพบอาการเพียงอาการเดียว หรือหลายอาการพร้อมกันก็ได้ ในระยะแรกมักจะเป็นไม่มาก และเป็น ๆ หาย ๆ แต่เมื่อข้อเสื่อมมากขึ้น ก็จะมีอาการบ่อยมากขึ้น หรือเป็นตลอดเวลา 
  • ปวดข้อเข่า รู้สึกเมื่อย ตึงที่ ต้นขา น่อง และข้อพับเข่า ผิวหนังบริเวณข้ออุ่นหรือร้อนขึ้น
  • ข้อขัด ข้อฝืด เหยียด-งอเข่าได้ไม่สุด มีเสียงดังในข้อเวลาขยับข้อเข่า จากการเสียดสีกันของผิวข้อที่ไม่เรียบ
  • ข้อเข่าบวม เพราะน้ำไขข้อมากขึ้นจากการอักเสบ หรือ มีก้อนถุงน้ำในข้อพับเข่าจากเยื่อบุข้อเข่าโป่งออก
  • เข่าคดเข้า เข่าโก่งออก หรือมีกระดูกงอก ทำให้ข้อผิดรูปร่าง กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง 

การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
  • กายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ 
  • ยาบรรเทาอาการ ยาคลายกล้ามเนื้อ (การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ไตวาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น)
  • ยากระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อนผิวข้อ (ปกติกระดูกอ่อนผิวข้อจะไม่สร้างขึ้นใหม่) หรือยาชะลอความเสื่อม
  •  ฉีดน้ำไขข้อเทียม ซึ่งจะช่วยให้อาการดีขึ้นเฉลี่ย 6 เดือน 1 ปี แต่มีราคาค่อนข้างสูง (13,000-16,000 บาท)
  • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ หรือเจาะข้อเพื่อดูดน้ำไขข้อออก จะทำให้อาการปวดดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อผ่านไป 1-2 เดือน ก็จะกลับมาเป็นอีก และมีผลข้างเคียง เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อบางลง ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น กระดูกพรุน กล้ามเนื้อลีบ หรือติดเชื้อในข้อ จึงถือว่าเป็นเพียงแค่บรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม หรือผ่าตัดจัดแนวกระดูกใหม่เพื่อลดเข่าโก่ง (และนี่คือหนทางสุดท้ายในการแพทย์แผนปัจจุบัน) 

 ข้อแนะนำในการดูแลรักษาด้วยตนเอง
  1. ลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเดินจะมีแรงกดลงที่เข่าประมาณ 5 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้าวิ่งจะมีแรงกดลงที่เข่า เพิ่มขึ้นเป็น 7 10 เท่าของน้ำหนักตัว ( การถีบจักรยาน เข่าจะรับแรงกดเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวเท่านั้น )
  2. ท่านั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้สูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี
  3. ไม่ควร นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือ นั่งราบบนพื้น เพราะจะทำให้ผิวข้อเข่าเสื่อมเร็วมากขึ้น
  4. เข้าห้องน้ำ ควรนั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก ไม่ควรนั่งยอง ๆ เพราะผิวข้อเข่าเสียดสีกันมาก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขาถูกกดทับ ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาได้ไม่ดี
  5. นอนบนเตียง ซึ่งมีความสูงระดับเข่า เมื่อนั่งห้อยขาที่ขอบเตียงแล้วฝ่าเท้าจะแตะพื้นพอดี ไม่ควรนอนราบบนพื้นเพราะต้องงอเข่าเวลาจะนอนหรือจะลุกขึ้น ทำให้ผิวข้อเสียดสีกันมากขึ้น ข้อก็จะเสื่อมเร็วขึ้น
  6. หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได ขณะขึ้นลงบันได จะมีแรงกดที่เข่าประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว
  7. หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งในท่าเดียวนาน ๆ ถ้าจำเป็นก็ให้ขยับเปลี่ยนท่า หรือ เหยียด-งอข้อเข่า บ่อย ๆ
  8. การยืน ควรยืนตรง ขากางออกเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน ไม่ควร ยืนเอียงลงน้ำหนักตัวบนขาข้างใดข้างหนึ่ง เพราะจะทำให้เข่าที่รับน้ำหนักมากกว่าเกิดอาการปวด
  9. การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ ไม่ควรเดินบนพื้นที่ไม่เสมอกัน เช่น บันได ทางลาดเอียงที่ชันมาก หรือ ทางเดินที่ขรุขระ เพราะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น และอาจจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย
  10. ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย (สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และมีขนาดกระชับพอดี
  11. ใช้ไม้เท้า โดยเฉพาะผู้ที่ปวดมากหรือข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยรับน้ำหนัก และ ช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม
  12. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวและการทรงตัวดีขึ้น
  13. การออกกำลังกายวิธีอื่น ควรออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงน้ำหนักมากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว ๆ วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น ไม่ควรออกกำลังกายที่ต้องมีการลงน้ำหนักที่เข่าเพิ่มขึ้น เช่น วิ่งเร็ว ๆ เต้นแอโรบิก ฟุตบอล เทนนิส เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าเกิดการฉีกขาดได้และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้
  14. ถ้ามีอาการปวด ให้พักการใช้ข้อเข่า และประคบด้วยความเย็น/ความร้อน หรือใช้ยานวดร่วมด้วยก็ได้ (น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ black seed oil สามารถใช้ทาภายนอก เพื่ออาการอักเสบของข้อเข่า และการปวดเมื่อกล้ามเนื้อได้ ดีมาก ๆ)

 ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้
จุดมุ่งหมายในการรักษาทุกวิธีคือ เพื่อลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น ป้องกันหรือแก้ไขข้อที่ผิดรูป เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสมควร จึงถือว่าแนวทางรักษาข้างต้นเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น และยังมีข้อจำกัดในการรักษาอีกด้วย เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะสามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ และบรรเทาอาการปวดได้ดี แต่ก็มีอายุใช้งานได้นานแค่ 10 -15 ปี เป็นต้น

(( ความคิดเห็นจาก KAMIL HABBATUSSAUDA ))
จากบทความข้างต้นคงพอที่จะทำให้เราเห็นว่า “การดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน มิอาจช่วยท่านให้หายจากการเจ็บปวดได้สักเพียงใด อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายสูงและมีผลกระทบข้างเคียงมากมายตามมา”

การเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่า เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยดูแลและปกป้องร่างกายให้ห่างไกลจากโรค อาหารที่แนะนำสำหรับผู้มีโรคข้ออักเสบ ได้แก่ โปรตีนจากถั่วเหลือง ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ผลไม้และผักใบเขียว นอกจากนี้ขิงก็พบว่า มีสารช่วยลดการอับเสบได้ และอาหารที่ให้โอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกาย ซึ่งพบว่ามีมากในปลาทะเลน้ำลึกนั้น มีคุณสมบัติในการยับยั้งการอักเสบของข้อกระดูกด้วยเช่นกัน

น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ Black Seed Oil บำบัดรักษาอาการข้ออักเสบได้
องค์ประกอบของสารพฤกษเคมีกว่า 100 ชนิดใน Black Seed Oil รักษาโรคข้ออักเสบ ที่สำคัญได้แก่ โอเมก้า 3, โอเมก้า 6, แคลเซี่ยม, ฟอสฟอรัส, โปตัสเซี่ยม และสุดยอดของสารอาหารใน Black Seed Oil ก็คือ สารสกัด Thymoquinone ที่ช่วยต่อต้านการอักเสบ และลดอาการปวดได้เป็นอย่างดี  โดยที่เราไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด หรือแก้อักเสบ ให้มาทำร้ายตับ ไตที่เป็นอวัยะสำคัญของร่างกาย  และด้วยเหตุนี้เอง ฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ Black Seed Oil จึงได้เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ช่วยลดไข้ และแก้ปวด มานับเป็นเวลากว่า 3,000 ปี  โดยเฉพาะในวัฒนธรรมอิสลาม ชาวอาหรับได้ใช้ฮับบาตุซเซาดะฮฺ เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้แก่ ไข้, หอบหืด, ปวดหัวเรื้อรัง, โรคเบาหวาน, ระบบย่อยอาหาร, ปวดหลัง, การติดเชื้อ และโรคไขข้ออักเสบ ฯลฯ (ตามที่ KAMIL HUBBATUSSAUDA ได้เคยนำเสนอมาแล้วในเรื่องความเป็นมาทางประวัติศาสตร์)

มะเร็งตับ..ภัยร้ายที่ไม่ควรประมาท


“มะเร็งตับ”  เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับนี้ถ้ารู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน

1. ไวรัสตับอักเสบบีและซี จากข้อมูลทางสถิติพบว่า 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีและซีมาก่อน โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 223 เท่า 
2. ตับแข็ง ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีอากรตับแข็งร่วมด้วย 
3. ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทำให้มีอาการตับแข็ง
4. ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือมีโรคอ้วน
4. สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ เป็นสารก่อมะเร็ง  จึงเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่า อะฟลาท๊อกซิน มีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ  และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม  ดังนั้น ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่เก็บค้างไว้นาน ๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้

เราจะทราบได้อย่างไรว่า..กำลังเป็นมะเร็งตับ ?
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ มีอัตราการอยู่รอดต่ำ ก็คือ มะเร็งตับในระยะแรก ซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้น มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเครือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30%  ดังนั้น เมื่อโรคปรากฏอาการชัดเจน มะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลาม หรือมีขนาดใหญ่และไม่สามารถจะรักษาได้แล้ว

อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับ
 รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัด ก็คือ ปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวา และอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง

มะเร็งตับสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่มีข้อแม้หลายประการคือ ต้องเป็นก้อนเดียว
และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ลึกมาก หรือเฉพาะในกลีบซ้ายของตับ
 แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยมะเร็งตับในบ้านเรา มักมาพบแพทย์เมื่ออยู่ในระยะที่ไม่สามารถที่จะผ่าตัดให้หายขาดได้  รวมไปถึงบางรายที่แม้ผ่าไปแล้ว ต่อมาพบมะเร็งเกิดขึ้นซ้ำอีก เนื่องมาจากมะเร็งได้กระจายไปในระดับเซลล์แล้วตั้งแต่ก่อนผ่าตัด แต่ยังไม่ถึงกับเป็นก้อนให้ตรวจพบได้ ก่อนหน้านี้เมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ผ่าตัดไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีวิธีรักษาอื่นอีก แพทย์มักแนะนำให้ญาติกลับไปดูแลผู้ป่วยเองที่บ้าน หรือให้เพียงการรักษาประคับประคองกับผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากมะเร็งตับ
ในปัจจุบัน มีการรักษาอีกทางหนึ่งซึ่งจะช่วยยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งตับให้ยืนยาวต่อไปได้อีก ทางการแพทย์เรียกว่า Transarterial Oily-chemoembolization ( TOCE ) เป็นการรักษาโดยรังสีแพทย์ หลักการคือการนำยาเข้าไปรักษาที่ตัวก้อนเนื้องอกในตับโดยตรง  การรักษาวิธีนี้จะทำให้เนื้องอกได้รับยาอย่างเต็มที่ ยาสามารถออกฤทธิ์อยู่ได้นาน ทำให้เนื้องอกฝ่อเป็นบางส่วน เนื้องอกยุบตัว และขนาดเล็กลง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่เมื่อเทียบกับการที่ไม่ได้รับการรักษาใดเลย ผู้ป่วยอาจมีอายุเพิ่มขึ้นได้อีกหลายเดือน หรืออาจจะเลยปี  และช่วยให้ผู้ป่วยจะเจ็บปวดและทรมานจากโรคน้อยลง สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสบายขึ้น


ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจากโรคร้ายนี้ จึงควรหลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และหากป่วยเป็นมะเร็งตับแล้ว..จะทำอย่างไรดีเล่า!! 

KAMIL HABBATUSSUADA มีลูกค้าคนหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ เธอสั่งซื้อน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ black seed oil ของ KAMIL เมื่อวันที่ 16 ก.ย.นี้เอง เพื่อรักษามารดาของเธอ ซึ่งอายุ 70 กว่าปีแล้ว ป่วยเป็นมะเร็งตับ ระยะที่ 4 เธอไม่ได้ให้มารดาของเธอรับการรักษาด้วยการผ่าตัด หรือเยียวยาตามการแพทย์แผนปัจจุบันมากนัก เนื่องจามารดาของเธออายุมาแล้ว คงทนรับผลกระทบจากการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ไหว  เธอจึงได้แสวงหาสมุนไพร หรือวิธีการรักษาทางธรรมชาติ จากข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็ได้มาพบเว็บบล็อกของ KAMIL HABBATUSSAUDA

โอ้..พระเจ้า มันคือทางรอดอันน้อยนิดที่ยังมีเหลืออยู่ เธอโทรมาดิฉันด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและสั่นเครือ  ซึ่งดิฉันก็บอกว่า "มิอาจรับปากได้นะ ว่าคุณยายจะรอดหรือไม่? เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า อายุขัยของคุณยายจะจบลงเมือ่ไร? แต่ถ้าตัดสินใจรับประทานก็มีแต่ผลดีเกิดขึ้น ไม่มีผลเสียหาย"  ดังนั้น เธอจึงได้ตัดสินใจสั่งซื้อเพื่อทดลองทานดูก่อน 1 กระปุก และได้ให้คุณแม่ของเธอรับประทาน พร้อมทั้งตัวเองก็ลองทาน เพื่อรักษาอาการเบาหวานของเธอด้วย

ผลลัพธ์ที่ได้ภายในช่วงเวลาแค่ 10 วัน เธอบอกว่า คุณยาย (หมายถึง คุณแม่ของเธอ) มีอาการดีขึ้นมาก อาการตัวเหลืองน้อยลงกว่าเดิม และตัวเธอเองที่เป็นเบาหวาน ก็ได้ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือด พบระดับน้ำตาลในเลือดลดลง..
(( ขอขอบพระคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า ที่ได้โปรดประทานพืชสมุนไพรนี้ มาให้เป็นยาบำบัดรักษาโรคทั้งหลาย ที่เกิดแก่มวลมนุษยชาติ ))



วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

KAMIL HABBATUSSAUDA คือ อะไร??



"กามิลฮับบบาตุซเซาดะฮ์  คือ น้ำมันสกัดที่ได้จากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ (จากอียิปต์) นำมาสกัดด้วยกรรมวิธีบีบเย็น (clod pressed) จึงสามารถรักษาคุณค่าของสารอาหารที่อยู่ในเมล็ดได้มากกว่ากรรมวิธีอื่น ๆ   โดยของ KAMIL เป็นน้ำมันสกัด 100%  ในระดับที่เข้มข้นมากที่สุด จะสังเกตได้จากสีของน้ำมันซึ่งเป็นสีชาแก่ ๆ  หากนำมาเปรียบเทียบกับน้ำมันสกัดที่บรรจุขวดของยี่ห้ออื่นที่คุณมีอยู่ คุณอาจจะพบว่า น้ำมันที่บรรจุขวดมีสีที่เจือจางกว่า  นั่นก็หมายความว่า น้ำมันสกัดของ KAMIL มีความเข้มข้นสูงกว่า  ดังนั้น จึงให้ประสิทธิภาพและผลในการบำบัดรักษาสูงกว่า และให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนตรงตามสรรพคุณหรือคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์นั่นเอง

KAMIL บรรจุในรูปแคปซูล : ใน 1 แคปซูลประกอบด้วยน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ 100%  ในปริมาณ 500 มล.  โดยปราศจากส่วนผสมอื่นหรือมีการเจือปนด้วยสี  ตัวแคปซูลมิได้ทำมาจากเจลาตินของสัตว์ หรือสารต้องห้ามในการบริโภคตามหลักการของอิสลาม มีตรารับรองฮาลาล (حلال )  คุณจึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยในการบริโภค  นอกจากนี้ KAMIL ยังเป็นผลิตภัณฑ์ JAMU (เป็นผลิตภัณฑ์
ยาสมุนไพรที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ปราศจากการเจือปนของสารเคมีหรือวัสดุใด ๆ  ผลิตในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการใช้ยาสมุนไพรในการรักษาโรคมาช้านานกว่า 1,000 ปี  ปัจจุบันได้ผลิตออกมาในรูปอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งในรูปของยาเม็ดและแคปซูล  สินค้าที่มีตรารับรอง JAMU จึงเป็นสินค้าที่มาจากประเทศอินโดนีเซียเพียงแห่งเดียว ไม่ได้มีการรับรองในการผลิตที่ประเทศอื่นใด)

ขนาดบรรจุ : 1 ขวด มีจำนวน 70 แคปซูล (500 ml /1 แคปซูล)

ราคาจำหน่าย : ขวดละ 1,200 บาท

มีวิธีการรับประทาน ดังนี้ :-
-          รับประทานเพื่อเสริมภูมคุ้มกัน                  1x3 แคปซูลต่อวัน
-          รับประทานเมื่อมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย    2x3 แคปซูลต่อวัน
-          รับประทานเมื่อมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง        3x3 แคปซูลต่อวัน

ผลข้างเคียงที่ได้ในทางบวก
1.      ขับถ่ายได้มากกว่าปกติ  เนื่องจากน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺจะเข้าไปทำความสะอาดลำไส้ และระบบย่อยอาหาร
2.      หากมีความรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากขึ้น หรือต้องการควบคุมน้ำหนัก ให้รับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 15 นาที
3.      มีการเรอหรือผายลมบ่อยขึ้น เนื่องจากสมุนไพรเข้าไปขจัดสารพิษในร่างกาย

ข้อควรระวัง
ไม่พบข้อมูลผลข้างเคียงที่รุนแรงในการบริโภคน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺ  แต่ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อความปลอดภัยและการประหยัด
  • ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะอาจนำไปสู่​​ภาวะแทรกซ้อนในการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ หรืออาจทำให้แท้งได้ เพราะน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮฺจะไปกระตุ้นการหดตัวของมดลูก
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรรับประทานโดยอยู่ในความดูแลของแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร  (ขนาดรับประทานได้ผลจากงานวิจัย คือ วันละ 2 กรัม/วัน หรือรับประทาน KAMIL HABBATUSSAUDA วันละ 4 แคปซูล โดยอาจแบ่งเป็นครั้งละ 2 แคปซูล ก่อนอาหาร เช้า-เย็น หรือครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 4 เวลา ก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น และก่อนนอน  ทั้งนี้ ให้สังเกตความเหมาะสมตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล)


Habbatulbarakah    حبه البركة 

จงบริโภคฮับบาตุซเซาดะฮฺ ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงเถิด


(ข้อมูลคำแนะนำและการใช้งานของฮับบาตุซเซาดะฮฺ ทั้งหมดนี้ มิได้มาจากคำแนะนำของแพทย์ แต่เป็นข้อมูลได้จากการค้นคว้าเอกสารทางวิชาการ และเว็บไซด์ต่าง ๆ รวมทั้งจากผู้จัดจำหน่ายบนสื่อออนไลน์ ที่มีแพทย์หรือผู้เชียวชาญเป็นผู้คำปรึกษาและได้ให้คำแนะนำไว้เท่านั้น  ท่านผู้เดียวเท่านั้นที่จะเป็นตัดสินใจและใช้วิจารณญาณด้วยตนเอง.)


*** สนใจกรุณาติดต่อ คุณจิ๋ม โทร 081-4465461 ***