แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไตรกลีเซอไรด์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไตรกลีเซอไรด์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

14 Q&A ที่ควรรู้ เพื่อควบคุมและป้องภัยจากเบาหวาน

พวกเราทุกคนรู้จักโรคเบาหวานกันแค่ไหน?? ลองมาทำความเข้าใจกันดูซิ !!

Q 1 : ทำไมถึงเรียกว่า โรคเบาหวาน หรือ Diabetes Mellitus ??
A 1 :  โรคเบาหวาน มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คำว่า “Diabetes” หมายถึง น้ำพุ ส่วนคำว่า “Mellitus”  หมายถึง น้ำผึ้ง เมื่อรวมแล้วคำว่า Diabetes Mellitus  จึงมีความหมายว่า “น้ำพุแห่งน้ำผึ้ง”  คำว่า น้ำผึ้งในที่นี้คงใช้เป็นตัวแทนแห่งความหวาน  ความหวานที่เหลือล้น และพวยพุ่งออกมาอย่างมากมาย จนยากที่เราจะหยุดยั้งได้นั่นเอง  ทั้งนี้ เนื่องจากโรคเบาหวาน เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แต่ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  ร่างกายจึงต้องขับถ่ายน้ำตาลออกมากับปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะมาก  และปัสสาวะหวาน หรือปัสสาวะมีมดตอม ซึ่งในอดีตเรียกอาการของโรคนี้ว่า “โรคปัสสาวะหวาน”

Q 2 : โรคเบาหวานนี้มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรค หรือความรุนแรงของอุบัติการณ์เพียงใด?!
A 2 :  ความชุกโรคเบาหวาน อัตราการระหว่างปี 1990 (2533) ถึง 1995 (2538) ศูนย์อเมริกันเพื่อการควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้ประกาศว่า  การแพร่ระบาดโรคเบาหวานทั่วโลกมีมากกว่า 285 ล้านคน  ในจำนวนนี้มี 90% ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 และคาดว่าในปี  2030 (2573) จะมีผู้ที่ต้องต่อสู้กับโรคเบาหวาน ทั่วโลก 438 ล้านคน และโรคเบาหวานยังเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในเอเชีย ประเทศจีนมีจำนวนกว่า 90 ล้านคน และในอินเดียมี 50 ล้านคน  ปัจจุบันเป็นสาเหตุการตาย อันดับที่ 4 ที่คร่าชีวิตคนทั่วโลก
สถานการณ์เบาหวานในประเทศไทย จากการประเมินความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ของสำนักพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (www.hiso.or.th) รายงานเมื่อเดือนมกราคม ปี 2549 พบว่า ประเทศไทย ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานปีละ 2 หมื่นคน ความชุกของโรคเบาหวานในประชาชนชาวไทย อายุ 35 ปีขึ้นไป มีร้อยละ 9.6 (ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยเหล่านี้ ไม่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน จึงสูญเสียโอกาสในการป้องกันและรักษา)
จากการสำรวจสภาวะสุขอนามัยของประชาชน ด้วยการตรวจร่างกายพบว่า มีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 2.3 ในปี พ.ศ. 2534 เป็นร้อยละ 4.6 ในปี พ.ศ. 2539 และมีเพียง 48% ที่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นเบาหวาน และมีเพียง 17.6% ที่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

Q 3 : การรณรงค์ป้องกันโรคเบาหวานโลก และประเทศไทย มีแนวทางอย่างไรบ้าง?
A 3 : องค์การอนามัยโลกและสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation : IDF) ได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) รวมทั้งองค์การสหประชาชาติได้มีมติรับโลกเบาหวาน เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลก และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกร่วมกันดำเนินการควบคุมและรับมือกับโรคเบาหวาน  โดยได้กำหนดประเด็น (theme) การรณรงค์วันเบาหวานโลก ในช่วง 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2552-2556 คือ “Diabetes Education and Prevention”  หรือ “การให้ความรู้และป้องกันโรคเบาหวาน” 
สาหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ได้กำหนดคาขวัญวันเบาหวานโลก ปี พ.ศ. 2554 ที่ใช้ในการรณรงค์ คือรวมพลัง ลดเสี่ยง เลี่ยงเบาหวานเพื่อสร้างกระแสตื่นตัวให้ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามจากโรคเบาหวาน มีความรู้ ความเข้าใจถึงสัญญาณเตือนของโรคเบาหวาน และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันหรือชะลอการเกิดแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

Q 4 :  สาเหตุของโรคเบาหวานเกิดจากอะไร?
A 4 :  สาเหตุโรคนี้เกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้น้อย หรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้ในยามปกติ มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน แต่เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ หรือมีพอแต่ใช้ไม่ได้ (ภาวะดื้ออินซูลิน หรือต้านอินซูลิน) น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ จึงเกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่าง ๆ  เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมาก ๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน



โรคนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ มักเป็นกันทั้งครอบครัว พ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง ก็มักเป็นโรคนี้ด้วย  นอกจากนี้ ยังอาจมีสาเหตุอย่างอื่น เช่นได้แก่ อ้วนเกินไป, เกิดจากการใช้ยาบางตัว เช่น สเตอรอยด์, ยาขับปัสสาวะ, ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่น ๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย, โรค Pheochromocytoma (เนื้องอกของต่อมหมวกไตชนิดหนึ่ง) โรคคุชชิง เป็นต้น


Q 5 : อาการบ่งชี้เบื้องต้นที่แสดงออกให้เห็นว่า เป็นโรคเบาหวาน และกลุ่มที่เสียงต่อการเป็นเบาหวาน มีอะไรบ้าง ??
A 5 :  อาการเบื้องต้น ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย, หิวน้ำ ดื่มน้ำบ่อย, กินจุ แต่น้ำหนักลด, อ่อนเพลีย, เป็นแผลหายยาก  ถ้าท่านมีอาการเหล่านี้ ควรสงสัยว่าเป็นเบาหวาน จึงควรไปเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับน้ำตาล ในสถานพยาบาล และควรได้รับการตรวจเลือดอีกหนึ่งครั้งในวันอื่น หากพบค่าผิดปกติ 2 ค่า จึงจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
นอกจากนี้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่
1)  พ่อ แม่ พี่ น้อง ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 
2)  อ้วน, อ้วนลงพุง (โดยผู้หญิง มีรอบพุง มากกว่า/หรือเท่ากับ 80 ซม., ผู้ชาย มีรอบพุง มากกว่า/หรือเท่ากับ 90 ซม.
3)   มีความดันโลหิตสูง มากกว่า/หรือเท่ากับ 140/90 มม.ปรอท หรือได้ใช้ยาลดความดันโลหิต
4)  ไขมันไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า/หรือเท่ากับ 250 มก./ดล. และไขมันคอเลสเตอ
     รอลดี (HDL) มีค่าน้อยกว่า 250 มก./ดล.
5)  มีประวัติเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ บุตรแรกคลอดมีน้ำหนักมากกว่า 4 กิโลกรัม
6)  ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นอัมพาตจากหลอดเลือดในสมองตีบ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงขาหรือเท้าตีบ มีถุงน้ำหลายถุงที่รังไข่
*อาการเหล่านี้อยู่ในกลุ่มเสียงสูง ให้รีบตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด และพบว่าระดับพลาสมากลูโคสขณะอดอาหาร มีค่าตั้งแต่ 126 มก./ดล. ขึ้นไป ถือว่าท่านเป็นเบาหวาน

Q 6 : การตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อวิเคราะห์โรคเบาหวาน มีวิธีการอย่างไร?
A 6 : การตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ให้ตรวจในเวลาเช้าหลังอดอาหารข้ามคืน มาเป็นเวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose, FPG)  ค่า FPG จะเป็นตัวบ่งบอกว่า ท่านเป็นโรคเบาหวานแล้วหรือยัง?

ระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) มิลลิกรัม/เดซิลิตร
นคนปกติ  มีค่า FPG  70 – 99 มก./ดล.
ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน  มีค่า FPG อยู่ระหว่าง 100 – 125 มก./ดล.
ผูป่วยเบาหวาน  มีค่า FPG  มากกว่า/หรือเท่ากับ  126 มก./ดล.

Q 7 : น้ำตาลที่อยู่ในเลือด มาจากไหน ?
A 7 : เมื่อเรารับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท เช่น ข้าว ก๊วยเตี๋ยว ขนมปัง มันฝรั่ง ขนมหวาน น้ำหวาน อาหารเหล่านี้ จะถูกย่อยจนเป็นน้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ และจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ร่างกาย  หากเรารับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทมากเกินความจำเป็นของร่างกาย น้ำตาลส่วนเกินเหล่านี้จะถูกแปรสภาพไขมันสะสมในตับ หรือเป็นไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สะสมตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย  และการที่ร่างกายจะนำน้ำตาลเหล่านี้ไปใช้เป็นพลังงาน หรือเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ จำเป็นต้องอาศัยฮอร์โมนที่สำคัญ เรียกว่า “อินซูลิน”  ซึ่งมาจากตับอ่อน

Q 8 :  การทำงานของ อินซูลิน และ ตับอ่อน มีความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง??
A 8 :  ตับอ่อน (pancreas) เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในช่องท้อง วางตัวอยู่ใต้ลิ้นปี่ ด้านหลังของลำไส้เล็กและกระเพาะอาหาร  มีหน้าที่สำคัญคือ สร้างน้ำย่อย (pancreatic juice) เพื่อช่วยในการย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน นอกจากนี้ ตับอ่อนยังมีบทบาทในการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) และกลูคากอน (glucagon) ออกสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญเกี่ยวกับขบวนการเผาผลาญโดยเฉพาะน้ำตาลของร่างกายมนุษย์

อินซูลิน (Insulin) คือฮอร์โมน ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมปริมาณกลูโคสในเลือด นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เป็นสื่อนำน้ำตาลกลูโคสเข้าไปในเซลส์  เพื่อใช้เป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย  ในคนปกติแม้ไม่ได้รับประทานอาหาร ตับยังคงมีการสร้างน้ำตาล เพื่อใช้เป็นพลังงานของสมองและอวัยวะอื่น ทำให้มีการหลั่งอินซูลินจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อนระดับต่ำ ๆ อยู่ตลอดเวลา หลังการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว และแป้ง จะถูกย่อยสลายเป็นน้ำตาลกลูโคสในลำไส้เล็ก และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อใช้เป็นพลังงานของร่างกาย ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นใน
เลือดจะเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพิ่มขึ้น เพื่อเผาผลาญน้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ

ดังนั้น หากร่างกายมีปริมาณอินซูลินไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือเกิดภาวะดื้ออินซูลินทำให้อินซูลินไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ น้ำตาลกลูโคสจะไม่สามารถผ่านเข้าไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ ทำให้มีระดับน้ำกลูโคสในกระแสเลือดสูงขึ้น และสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน




Q 9 : การควบคุม หรือป้องกันโรคเบาหวาน มีวิธีการอย่างไร?
A 9 : การควบคุมโรคเบาหวาน ประกอบด้วย
1. การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
2. การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
3. การควบคุมความดันโลหิต
4. การควบคุมระดับไขมันในเลือด
5. งดสูบบุหรี่

เกณฑ์การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
-  ระดับน้ำตาลในเลือดเวลาเช้า หลังอดอาหารมาอย่างน้อย ชั่วโมง = 70-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
-  ระดับน้ำตาลในเลือด หลังมื้ออาหาร 2 ชั่วโมง ควรน้อยกว่า 180 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร
-  ระดับน้ำตาลสะสมเฉลี่ย (HbA1c) ควรน้อยกว่า 7 %

เกณฑ์การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
วัดจากค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index, BMI) ซึ่งเป็นค่าที่คำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงเป็นเมตรสองครั้ง จะบอกถึงน้ำหนักตัวที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล
ดัชนีมวลกาย (กิโลกรัม/ตารางเมตร)
-  คนปกติ                   มีค่า BMI  = 18.5 – 22.9
-  ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน     มีค่า BMI มากกว่า/หรือเท่ากับ 23 – 24.9
-  คนอ้วน                   มีค่า BMI มากกว่า/หรือเท่ากับ 25
*ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และมีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน จะทำให้มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน คือ อินซูลินออกฤทธิ์ไม่ได้ตามปกติ หลังจากที่ลดน้ำหนักตัวลงแล้ว อินซูลินในร่างกายจะออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

การควบคุมความดันโลหิต
ผู้ที่เพิ่งทราบว่าเป็นโรคเบาหวานพบว่า มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วยได้ถึงร้อยละ 30–40
-  การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ คือค่าความดันโลหิตตัวบนควรมีค่าต่ำกว่า 130 มิลลิเมตรปรอท และค่าความดันโลหิตตัวล่างควรมีค่าต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท จะช่วยทำให้การทำงานของไตดีขึ้น

การควบคุมระดับไขมันในเลือด
ผู้เป็นโรคเบาหวาน จะมีความผิดปกติของไขมัน คือ มีไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันไม่ดี (LDL) สูง ไขมันดี (HDL) ต่ำ ทำให้เพิ่มความสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ การควบคุมระดับไขมันในเลือดในผู้เป็นโรคเบาหวาน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำให้ได้ ตามเกณฑ์ดังนี้
 เกณฑ์ควบคุมระดับไขมันในผู้ป่วยเบาหวาน
-  ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์  น้อยกว่า  150 มล./ดล.
-  ระดับไขมันไม่ดี (LDL) น้อยกว่า  100 มล./ดล. (และให้น้อยกว่า 70 มล./ดล. ในผู้ที่โรคหัวใจร่วมด้วย)
-  ระดับไขมันดี (HDL)  สูงกว่า 40 มล./ดล. (ผู้ชาย),  สูงกว่า 50 มล./ดล. (ผู้หญิง)

งดสูบบุหรี่
-  การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดแดงหดตัว และเกิดหลอดเลือดแดงตีบตันได้ง่ายขึ้น  ดังนั้น ผู้เป็นโรคเบาหวาน จึงควรงดสูบบุหรี่







วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ : ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ฮับบาตุซเซาดะฮฺ

มารู้จักโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease)

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (CAD) หรือโรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ และเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจ  ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น, เพศชาย, การสูบบุหรี่, ภาวะไขมันในเลือดสูง, โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง,  และการไม่ออกกำลังกายประจำ ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการสำคัญ คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือเหนื่อยง่ายโดยเฉพาะในเวลาออกกำลังกาย ซึ่งในบางรายอาจเป็นแบบฉับพลัน และรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือที่เรียกว่า Heart Attack ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม 





โรคนี้ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาอยู่ 3 วิธี คือ

1)    การทำบายพาส (Coronary Artery Bypass Graft) โดยการผ่าตัดนำหลอดเลือดดำที่ขา หรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอกมาตัดต่อกับหลอดเลือดที่อุดตัน เพื่อทำทางเดินของเลือดใหม่
2)    การรักษาด้วยยา
3)    การใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงการใส่ขดลวดในหลอดเลือดหัวใจ


“ฮับบาตุซเซาดะฮฺ ทางเลือกใหม่ในการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ” ……



เราลองมาอ่านผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ดู

_____♥♥♥_______________♥♥♥¸.•*´¨`*•.¸¸.•¸.•*´¨`*•



ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ฮับบาตุซเซาดะฮ์ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ*
บทคัดย่อ :
การศึกษาได้ดำเนินการเพื่อตรวจสอบผลกระทบของการใช้ฮับบาตุซเซาดะฮฺ (Nigella sativa) ต่อไขมันในเลือดของผู้ป่วยโรคหัวใจ  ที่เข้ารับการรักษาที่สถาบันโรคหัวใจ    (Ch. Pervaiz Elahi Institute of Cardiology)    ณ เมือง Multan ประเทศปากีสถาน กลุ่มผู้ป่วยที่ทำการศึกษามีอายุระหว่าง 26-69 ปี ผู้ป่วยจำนวน 80 คน ที่ได้รับการคัดเลือก ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 40 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างทางสถิติจากน้ำหนักของผู้ป่วย โดยให้การรักษา ดังนี้
กลุ่มแรก (interventional) คือกลุ่มที่ได้รับ ฮับบาตุซเซาดะฮฺ (Nigella sativa) และยา statin (ยาทางเภสัชกรรม ที่ใช้ลดความดันโลหิต เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด)
กลุ่มที่ 2  (non-interventional) หรือกลุ่มควบคุม จะได้รับยา statin เพียงชนิดเดียว
ทั้งสองกลุ่มได้รับการแนะนำให้ใช้ยาตามปริมาณที่กำหนดให้ เป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยมีระยะเวลาในการควบคุมโรค 6 เดือน โดยตัวอย่างเลือดหลังอดอาหาร ได้ถูกนำมาบันทึกทั้งก่อนการรักษา และหลังการรักษา (ทำการตรวจวัด 2 ช่วง คือหลัง 2 เดือน และหลัง 6 เดือน) การประเมินผลหลังการรักษาครบ 6 เดือน พบว่า

·        กลุ่ม interventional  มีระดับคอเลสเตอรอลลดลง (-14.58%),  LDL    
     (-23.00%), VLDL (-15.16%) และไตรกลีเซอไรด์ (-15.16%) อย่างมีนัยสำคัญ (ค่า p < 0.05) ในขณะที่ระดับ HDL-คอเลสเตอรอล เพิ่มขึ้น (3.18%) อย่างมีนัยสำคัญ (ค่า p < 0.05)
·        กลุ่ม non-interventional มีระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น (+1.17%), LDL (- 4.13%), VLDL (-3.10%) และไตรกลีเซอไรด์ (-2.12%) โดยไม่มีนัยสำคัญ (ค่า p > 0.05) ในขณะที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ค่า p < 0.05) ในระดับ HDL- คอเลสเตอรอล (+5.87%)
สรุปผลการศึกษาพบว่า : กลุ่มที่ได้รับฮับบาตุซเซาดะฮฺในการรักษา  มีการลดลงของ คอเลสเตอรอล, LDL, VLDL และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มขึ้นของ HDL อย่างมีนัยสำคัญ (ค่า p < 0.05)  เมื่อนำมาเปรียบเทียบกลุ่มควบคุม non-interventional  จึงสรุปได้ว่า ฮับบะตุซเซาดะฮฺมีผลต่อการลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดอาการหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยโรคหัวใจ
*สรุปจากผลงานวิจัยเรื่องThe Effects of Nigella sativa (Kalonji) on Lipid Profile in Patients with Stable Coronary Artery Disease in Multan, Pakistan”
โดย : Zahida Tasawar1, Zeshan Siraj1, Nisar Ahmad2 and Mushtaq H. Lashari1
       1.    Institute of Pure and Applied Biology, Bahauddin Zakariya University,
            Multan, Pakistan
       2.    Ch. Pervaiz Elahi Institute of Cardiology, Multan, Pakistan
---------------------------------
Source : http://www.newswit.com/food/2006-04-20/coronary-artery-disease-cad/
               http://www.pjbs.org/pjnonline/fin1874.pdf
แปลโดย : KAMIL HABBATUSSAUDA
 

ด้วยรักและห่วงใย


ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ฮับบาตุซเซาดะฮ์ เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล

งานวิจัยเรื่อง : Effectof Prophetic Medicine Kalonji (Nigella sativa L.) On Lipid Profile ofHuman Beings : An In Vivo Approach (ประสิทธิผลของฮับบาตุซเซาดะฮฺ ที่มีต่อระดับไขมันในร่างกายของมนุษย์)
โดย : Inayat Ullah Bhatti, Fazal Ur Rehman, Muhammad Aslam Khan, and Sarfaraz Khan Marwat
จากสถาบัน : Gomal University D.I.Khan (NWFP), Pakistan (ประเทศปากีสถาน)

บทนำ

เนื่องจากกลุ่มไขมัน (total lipid profile) ภายในร่างกาย มาจากคอเลสเตอรอลในเลือด ประกอบด้วย HDL (คอเลสเตอรอล ชนิดดี), LDL (คอเลสเตอรอล ชนิดเลว), และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อระดับความดันโลหิต และเป็นที่มาของโรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคหลอดเลือดในสมอง  ฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Kalonji) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลกในการนำมาใช้เป็นยาสามัญ ดังปรากฏในตำราแพทย์ Tibb-e-Nabawi (Prophet’s Medicine) และในหลาย ๆ ฮะดีษที่รายงานวจนะของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) “ฮับบาตุซเซาดะฮฺ เป็นยาบำบัดทุกโรค”  นอกจากนี้ เมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ได้ถูกนำมาใช้เป็นยาทางอายุรเวทไปทั่วโลก และมีการใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี เพื่อเป็นยาขับพยาธิไส้เดือนและพยาธิตัวตืด  นอกจากนี้และในงานวิจัยที่ผ่านมา ได้มีผู้นำสารสกัดจากฮับบาตุซเซาดะฮ์ ไปทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน ที่หลากหลายในคนและสัตว์  อีกทั้งได้มีการใช้ Thymoquinone และ Polythymoquinone มาทำการวิจัย โดยทดลองใช้กับหนู สุนัข และหนูตะเภา เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการขับกรดยูริคทางปัสสาวะ การหลั่งน้ำดีจากตับ และสารแอนตี้ฮีสตามีน  สรุปได้ว่าฮับบาตุซเซาดะฮฺช่วยขับกรดยูริค ช่วยกระบวนการขับถ่ายน้ำดี และให้สารแอนตี้ฮีตามีนที่เข้มข้น


ดังนั้น ในการวิจัยครั้งนี้ จึงได้ทำการศึกษา  ผลกระทบของ “ฮับบาตุซเซาดะฮฺ” ที่มีต่อระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ได้แก่ HDL, LDL และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride)  โดยทำการศึกษาจากคน (human models) เพื่อหาความเป็นไปได้ในการลดระดับคอเลสเตอรอลว่า สมจริงดั่งวจนะที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ หรือไม่ ?



วิธีการวิจัย :

จัดทำโดยการประเมินปฏิกิริยาตอบสนองของฮับบาตุซเซาดะฮ์ต่อผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเส้นเลือดสูง  โดยคัดเลือกผู้ป่วยชายที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 10 คน มีอายุระหว่าง 50-55 ปี แล้วจดบันทึกประวัติทางกายภาพและพยาธิสภาพไว้ โดยให้ผู้ป่วยทุกคนใช้วิถีชีวิตตามปกติ และทำกิจกรรมต่าง ๆ ทางกายภาพเหมือนเดิม  พวกเขาทุกคนถูกกำหนดให้รับประทานฮับบาตุซเซาดะฮ์วันละ 1 กรัม ก่อนอาหารเช้า เป็นเวลา 2 เดือน  และตรวจวัดความดันโลหิตไว้ทั้งก่อนและหลังให้การรักษา

ผลลัพธ์ (Result) :

จากการตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอล(total cholesterol), HDL, LDL และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride)  ด้วยการตรวจวัดค่าหลังจากผู้ป่วยอดอาหารเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ผลปรากฏว่า ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดหลังให้การรักษาลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อน 261.8 mg/dl, หลัง 21 6.3mg/dl) เช่นเดียวกันระดับ LDL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อน 238.8 mg/dl, หลัง 188.0 mg/dl) ในทางกลับกันระดับ HDL (คอเลสเตอรอล ชนิดดี) มีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ก่อน 43.2 หลัง 54.4 mg/dl) ส่วนค่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ก่อน 275.9 หลัง 235.5mg/dl) ผลสรุปในภาพรวมทั้งหมดแสดงให้เห็นในภาพ Fig 1

ความคิดเห็น :
เนื่องจากภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ, การลดความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LDL จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ  ดังนั้นฮับบาตุซเชาดะฮ์ ซึ่งเป็นยาสามัญที่รู้จักกันไปทั่วโลกในทางการแพทย์ของอายุรเวท และการแพทย์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) Tibb-e-Nabawi (Prophet’s Medicine) จึงถูกนำมาศึกษาในครั้งนี้ และพบว่า มันให้ผลกระทบ ที่หลากหลายในกลุ่มไขมันรวม ( total lipid profile )  โดยมีนัยสำคัญในการลดระดับคอเลสเตอรอล และระดับ LDL-คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันชนิดเลว ดังนั้น ผลลัพธ์เหล่านี้จึงบ่งชี้ว่า ฮับบาตุซเซาดะฮฺ Nigella sativa (Kalonji) มีบทบาทในการป้องกันโรคหลอดเลือด และภาวะความดันโลหิตสูง  ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยมาแล้ว ทั้งในแคนนาดา อียิปต์ และประเทศอื่น ถึงประสิทธิภาพของ Thymoquinone โดยการใช้หนูทดลอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ไม่มีความแตกต่างกัน
การศึกษาในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันถึงศักยภาพของ Nigella sativa (Kalonji) ในการลดระดับคอเลสเตอรอล และระดับ LDL-คอเลสเตอรอล  อย่างไรก็ตาม ในอนาคตควรจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรที่มีขนาดใหญ่ ทั้งในด้านปริมาณและคุณสมบัติในเรื่องดังกล่าวนี้อีก
บทสรุป :
ในฮับบาตุซเซาดะฮฺมีสารที่ต่อต้านการแข็งตัวของหลอดเลือด (antiatherogenic) และให้ผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญในการลดระดับ LDL และเพิ่มระดับ HDL  จึงสามารถป้องกันมิให้เส้นเลือดอุดตันได้  ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นไปตามที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้อย่างแท้จริง

“ฮับบาตุซเซาดะฮฺ เป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย”

-------------------

Source : World Applied Sciences Journal 6 (8): 1053-1057, 2009 ISSN l818-4952
http://idosi.org/wasj/wasj6(8)/7.pdf
แปลโดย : KAMIL HABBATUSSAUDA