วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฮับบาตุซเซาดะฮ์ แบบผง หรือแบบน้ำมันสกัด อันไหนให้ประโยชน์สูงกว่า

วันนี้ขอกลับมารีวิว (review) เรื่องนี้อีกสักครั้ง  เนื่องจาก หลาย ๆ คนพอได้ทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์อันมหาศาลของฮับบาตุซเซาดะฮ์  (Black Seed / Black Cumin) หรือที่แพทย์แผนไทยเรียกว่า “เทียนดำ” นั้น ก็เริ่มอยากที่จะหาซื้อมารับประทาน  แต่ทว่ามันมีทั้งแบบชนิดที่เป็นผง (บรรจุแคปซูล) และน้ำมันสกัด (แคปซูล)  แล้วแบบไหนล่ะ ถึงจะให้ประโยชน์แก่เรามากกว่ากัน??

คำตอบ :
     1.      แบบผง : ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ไม่ได้เต็มที่ เพราะต้องผ่านขบวนการย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งการย่อยและการดูดซึมเป็นไปได้ยากกว่าแบบน้ำมันสกัด ประโยชน์ส่วนที่เหลือ ก็คือ ได้เป็นกากใย (fiber) ของอาหาร (ซึ่งมันก็เหมือนเราทานหรือเคี้ยวเมล็ดงาดำนั่นเอง) อีกทั้งตัวผงของเมล็ดพันธุ์ ก็ยังไม่สามารถดึงสารอาหารสำคัญ ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมากมายในฮับบาตุซเซาดะฮ์ออกมาใช้  แต่ทั้งนี้ ตามตำรายาแผนโบราณ อาจมีสูตรหรือการเข้ายาเพื่อการบำบัดรักษาบางโรค ซึ่งสามารถให้ผลในการบำบัดรักษาได้ในระดับหนึ่ง  เช่น นำผงของเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือเทียนดำ ไปผสมกับน้ำผึ้ง เพื่อช่วยเสริมฤทธิ์กัน  ซึ่งเรื่องนี้ตามตำราแพทย์อายุรเวท (อินเดีย) ถือว่า น้ำผึ้งเป็นสื่อนำในพาสารอาหารต่าง ๆ เข้าในส่วนเล็กที่เล็กที่สุดของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ในร่างกายนั่นเอง

     2.      แบบน้ำมันสกัด : สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย หากคุณรับประทานตอนท้องว่าง (ไม่ปะปนกับอาหารที่รับประทานในมื้อนั้น ๆ) ก็จะดูดซึมไปใช้ได้ทันที  ทั้งนี้ สารอาหารสำคัญ ๆ หลากหลายชนิดที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย จะอยู่ในน้ำมันหอมระเหยของฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือ Black Seed Oil แทบทั้งสิ้น  จึงจำเป็นต้องสกัดเป็นน้ำมันออกมา ถึงขั้นที่ได้น้ำมันหอมระเหยของมัน เพื่อดึงสารอาหารต่าง ๆ ออกมาใช้ประโยชน์  และวิธีการสกัดที่ดีที่สุด ก็คือ วิธีการสกัดเย็น (Cold Pressed)  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะดึงองค์ประกอบของสารอาหารที่อยู่ในมัน ออกมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ หรือไม่เพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการสกัดน้ำมันของแต่ละแหล่งผลิต แม้จะสกัดด้วยวิธี Cold Pressed เหมือนกันแต่มีส่วนประกอบหรือกรรมผลิตในรายละเอียดทีแตกต่างกัน เช่น เครื่องจักร เครื่องมือเครื่องใช้ การควบคุมอุณหภูมิในการผลิต หรือแม้แต่ความสดใหม่ของวัตถุดิบ (เมล็ดพันธุ์) และสายพันธุ์ของตัวเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ ที่มาจากแต่ละแหล่งกำเนิด ก็ให้คุณสมบัติที่ดีเด่นไม่เท่ากัน  (เราลองนึกเปรียบเทียบดู มันก็เหมือนเราเลือกซื้อผลไม้ เช่น องุ่น แอปเปิ้ล หรือสตอเบอรี่ นั่นเอง) 

องค์ประกอบของสารอาหารสำคัญ
ในน้ำมันหอมระเหยของฮับบาตุซเซาดะฮ์มีมากมาย ได้แก่  thymoquinone, thymohydroquinone, dithymoquinone, thymol, carvacrol, nigellimine, สารอัลคารอยด์ (เช่น nigellicine, nigellidine)  และสารซาโปนิน (alphahederin)  แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือ ธัยโมควิโนน (Thymoquinone) ที่เป็นนางเอกหรือหัวใจของมัน

จากการศึกษาพบว่า  N. sativa (ฮับบาตุซเซาดะฮ์) และองค์ประกอบของสารอาหารในนั้น  ให้ฤทธิ์ในทางเภสัชวิทยาอย่างกว้างขวาง เช่น  เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (immune-stimulatory), ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory), ลดระดับน้ำตาลในเลือด (hypoglycemic), ลดความดันโลหิต (antihypertensive), รักษาโรคหอบหืด (antiasthmatic), เป็นยาต้านจุลชีพ  (antimicrobial) ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา หรือปรสิตขนาดเล็ก, ยาต้านปรสิตหรือขับถ่ายพยาธิ (antiparasitic), ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และต้านมะเร็ง (anticancer effects)---[ ที่มา : reviewed in Randhawa and Alghamdi, 2002, Randhawa and Alghamdi, 2011, Ali and Blunden, 2003, Salem, 2005, Padhye et al., 2008 and Randhawa, 2008 ]

การศึกษาทางเภสัชวิทยา : [จากฐานข้อมูล เครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี] พบว่า ฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือเมล็ดเทียนดำให้ผลในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ดังนี้
(1)   ระบบทางเดินหายใจ : น้ำมันจากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ในขนาด 4-32 ไมโครลิตร/กก. เพิ่มแรงดันภายในหลอดลม สาร nigellone ป้องกันภาวะหลอดลมตีบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารฮีสตามีนในหนู ลดการหดเกร็งของหลอดลม
(2)   ระบบหัวใจ และหลอดเลือด : น้ำมันจากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ในขนาด 4-32 ไมโครลิตร/กก. หรือสาร thymoquinone ในขนาด 0.2-1.6 มก/กก. ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และลดความดันโลหิต สารสกัดไดคลอโรมีเทนเมื่อให้หนูที่เป็นความดันกินในขนาด 0.6 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน เป็นเวลา 15 วัน เมื่อวัดความดันโลหิตเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน nifedipine พบว่าสารสกัดลดความดันได้ 22% ในขณะที่ nifedipine ลดความดันได้ 18%  และยังทำให้การขับปัสสาวะเพิ่มขึ้น และเพิ่มการขับโซเดียม คลอไรด์ โปแตสเซียมอิออน และยูเรียทางปัสสาวะ สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์จากเมล็ด ยับยั้ง fibrinolytic activity ทำให้ระยะเวลาที่เลือดไหลลดลงในกระต่าย
(3)   ระบบทางเดินอาหาร : น้ำมันจากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร เมื่อให้หนูโดยการกิน พบว่า เพิ่มการหลั่งเยื่อเมือกที่กระเพาะอาหาร และลดการหลั่งสารฮีสตามีนที่ผนังกระเพาะอาหาร และสามารถป้องกันแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากเอทานอลได้ 53.56%
(4)   ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดไดเอทิลอีเทอร์จากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียกรัมบวก Staphylococcus aureus, เชื้อแบคทีเรียกรัมลบ Pseudomonas aeruginosa, Escherichia coli, เชื้อยีสต์ Candida albican  นอกจากนี้สารสกัดน้ำจากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ ยังสามารถยับยั้งแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิ
(5)   ฤทธิ์ต่อพยาธิ : ในเด็กที่ติดเชื้อพยาธิเมื่อให้สารสกัดเอทานอลจากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ โดยการรับประทานในขนาด 40 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สามารถลดจำนวนไข่พยาธิในอุจจาระ  การให้น้ำมันจากเมล็ดแก่หนูที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ Schistosoma mansoni เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ พบว่า สามารถลดจำนวนพยาธิที่ตับ และลดจำนวนไข่พยาธิในตับ และลำไส้ได้
(6)   ฤทธิ์ต้านไวรัส : การให้น้ำมันจากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ โดยการฉีดเข้าทางช่องท้องของหนู พบว่า สามารถยับยั้งเชื้อเฮอร์ปีส์ ที่ตับ และม้าม ได้ในวันที่ 3 ของการติดเชื้อ โดยในวันที่ 10 ไม่พบเชื้อ และสามารถเพิ่มระดับ interferon gamma เพิ่มจำนวน CD4 helper T cell  ลดจำนวน macrophage ได้
(7)   ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สาร thymoquinone และน้ำมันจากเมล็ด ยับยั้งการหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบหลายชนิด เช่น thromboxane B2, leucotrein B4, cyclooxygenase, lipoxygenase เป็นต้น, สาร nigellone ยับยั้งการปลดปล่อยฮีสตามีน จากช่องท้องหนู
(8)   ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : สาร thymoquinone และ dithymoquinone มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ตับอ่อน มดลูก เต้านม รังไข่ และลำไส้ได้ ในหลอดทดลอง สารสกัดเอทิลอะซีเตต ยับยั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาวในหนูได้  สารซาโปนิน alpha-hederin ยับยั้งการเกิดเนื้องอกในหนูได้ 60-70%
(9)   ฤทธิ์ยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชัน : สาร thymoquinone  มีฤทธิ์ยับยั้งปฏิกิริยา lipid peroxidation สาร trans-anethole, carvacrol, 4-terpineol ออกฤทธิ์ดีในการจับ superoxide anion
(10) ฤทธิ์ปกป้องตับ และไต : สาร thymoquinone ป้องกันตับจากสารพิษคาร์บอนเตตราคลอไรด์  และยับยั้งการเกิด lipid peroxidation  และป้องกันไตจากภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) โดยการจับกับ superoxide และยับยั้งการเกิด lipid peroxidation
(11) ฤทธิ์ยับยั้งอาการปวด : สารสกัดน้ำจากเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ ลดปวดในหนูที่ทดสอบด้วยวิธี hot plate แต่ไม่มีฤทธิ์ลดไข้
สรุป : เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว แต่ละคนคงจะให้คำตอบกับข้อสงสัยของตัวเองว่า “จะเลือกซื้อน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ แบบไหนมาบริโภคกันดี”

&&&&&&&&&&&&&

เราลองมาดูซิว่า กว่าจะเป็นน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์  (Black Seed Oil) มันต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง จนกระทั่งออกมาน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ Black Seed Oil ที่มีคุณภาพ และมีอนุพันธุ์ของสารพฤกษเคมีที่ทรงคุณค่ามหาศาลอยู่ในนั้น อันได้แก่ Thymoquinone, Saponins*, Alkaloids


*ซาโปนิน (Saponin) เป็นสารทุติยภูมิที่ส่วนใหญ่พบมากในพืช เป็นสารประกอบประเภทไกลโคไซด์ (glycoside) มีคุณสมบัติเป็น “adaptogen” ซึ่งช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ปรับความสมดุลของความดันโลหิต, เพิ่มสมรรถนะในการทำงานของร่างกายให้สูงขึ้น, ต่อต้านความเครียด กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง มีผลให้รู้สึกมีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่า, เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน และชะลอความแก่

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ทำไมฮับบาตุซเซาดะฮ์จึงเป็นยาบำบัดได้ทุกโรค


ในบทความหลายเรื่อง ๆ ที่ผ่านมา เราได้เคยกล่าวถึงเหตุผลอันเป็นที่ประจักษ์ถึงวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ที่กล่าวว่า "ฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย" โดยหยิบยกผลงานวิจัยต่าง ๆ มามากมาย ที่อธิบายถึงประสิทธิภาพของฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed หรือที่ตำรายาไทย เรียกว่า "เทียนดำ") ในการเป็นอาหารหรือยาที่ช่วยชีวิตผู้คนทั้งหลายให้พ้นจากความเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ดังเช่น :-

  • เบาหวาน ชนิดที่ 2 : การบริโภคน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ วันละ 2 กรัม มีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือด ความต้านทานต่ออินซูลิน และ glycosylated hemoglobin (HbA1c) ลดลง[1]
  • ต้านการติดเชื้อเอชไพโลไร (Helicobacter pylori หรือย่อว่า H.pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรีย ชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร  ส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ แต่ในบางราย เชื้ออาจทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงมะเร็งในกระเพาะอาหาร
  • โรคลมชัก (Epilepsy) : น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นที่รู้จักันในการแพทย์โบราณว่า มีคุณสมบัติเป็น "ยากันชัก" จากผลงานวิจัยเมื่อปี 2007 ในเด็กที่เป็นโรคลมชัก สารสกัดในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์สามารถลดอาการของโรคลมชักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ[2]
  • ความดันโลหิตสูง : การใช้สารสกัดจากฮับบาตุซเซาดะฮ์ ในปริมาณครั้งละ 100 และ 200 กรัม วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 2 เดือน พบว่า ความดันโลหิตของผู้ป่วยที่มีความดันสูง ลดลง [3]
  • โรคหืดหอบ : การวิจัยทางคลินิกพบว่า สารสกัดของน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการใช้ฮับบาตุซเซาดะฮ์ผสมในน้ำร้อน มีผลในการรักษาโรคหืดหอบ และอาการหอบหืดในระบบทางเดินหายใจ
  • โรคทอนซิลอักเสบ แบบเฉียบพลัน : สาเหตุของทอนซิลอักเสบ หรืออาการเจ็บคอ ส่วนใหญ่มาจากเชื้อไวรัส  พบว่า การใช้ยาแคปซูลจากฮับบาตุซเซาดะฮ์ ผสมกับลูกใต้ใบ ช่วยระงับอาการเจ็บคอ โดยมีนัยสำคัญทางสถิติจากการทดลองทางคลินิก
  • ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บที่เกิดจากอาวุธทางเคมี เช่น อาการของระบบทางเดินหายใจ และลดการใช้ยาแผนปัจจุบัน
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ : จากการศึกษาพบว่า การใช้สารสกัดจากฮับบาตุซเซาดะฮ์ ระงับการเจริญเติบโตของมะเร็งลำไส้นั้น มีผลเทียบได้กับการใช้ยาเคมีบำบัด (chemo agent 5-fluorouracil)  แต่ทว่าการใช้ฮับบาตุซเซาดะฮ์มีความปลอดภัยสูงกว่า[4] โดยจากการวิจัยในหนูทดลองพบว่า มีค่านัยสำคัญทางสถิติ
  • การติดเชื้อ MRSA : ฮับบาตุซเซาดะฮ์มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ methicillin Staphylococcus aureus ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล  โดยเฉพาะผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยแผลกดทับและผู้ป่วยที่ต้องใช้สายสวนปัสสาวะ หรือสายให้น้ำเกลือและยาทางหลอดเลือด
  • การติดยาเสพติด/การถอนยา : การศึกษาในผู้ป่วยติดยา จำนวน 35 ราย พบว่า ฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือเทียนดำ เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการให้ผลในระยะยาว แก่ผู้ป่วยที่ต้องพึงยา (opioid) ในการรักษาอาการติดยา 

การวิจัยทางชีวภาพเกี่ยวกับ สารออกฤทธิ์ของฮับบาตุซเซาดะฮ์ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ  ก็ได้มีมาอย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ ประเทศ นับเป็นหลายร้อยเรื่อง  และนี่คือส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว ซึ่งอาจจะให้คำตอบแก่คุณได้ว่า “ทำไมฮับบาตุซเซาดะฮ์ จึงเป็นยาบำบัดทุกโรค”  

1.      ป้องกันความเสียหายจากรังสี : Thymoquinone ซึ่งเป็นสารสกัดในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมอง จากภาวะความเครียดที่เกิดจากการฉายรังสี

2.      ป้องกันภาวะหัวใจวาย (Heart Attack)

3.      ป้องกันการพึ่งพามอร์ฟีน/ความเป็นพิษ

4.      ป้องกันความเสียหายของไตที่เกิดจากโรคเบาหวาน : thymoquinone ซึ่งเป็นสารสกัดในน้ำมันฮับบาตุซเซาด์ ป้องกันผลกระทบที่ทำให้เกิดโรคไตในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

5.      ป้องกันไม่ให้เกิดผังผืดหลังการผ่าตัด :  น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ช่วยลดการยึดติดกันของเยื่อผังผืด ที่เกิดจากการผ่าตัดทางช่องท้อง
6.      ป้องกันการเป็นพิษต่อระบบประสาทในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เช่น การตายของเซลล์ในระบบประสาท
7.      ยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม : Thymoquinone ในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก และก่อให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งเต้านม
8.      ยับยั้งโรคสะเก็ดเงิน Anti-Psoriasis : ฮับบาตุซเซาดะฮ์มีฤทธิ์ยับยั้งโรคสะเก็ดเงิน ตามที่มีการใช้ในตำรายาแผนโบราณ
9.      ปกป้องพยาธิสภาพของเซลล์สมองในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน และโรคสมองเสื่อม (dementia with Lewy bodies)

10.  ฆ่าเซลล์มะเร็งสมอง (Gliobastoma Brain Cancer )

11.  ฆ่าเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว

12.  ยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งตับ

13.  ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

14.  ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูก

15.  ปกป้องอันตรายที่ทำให้สมองไค้รับความเสียหาย

16.  ฆ่าเซลล์มะเร็งในช่องปาก


และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญในน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ก็คือ Thymoquinone ที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ที่นับเป็นตัวเอกของงานนี้ : เพิ่มภูมิต้านทานโรค ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก ต่อต้านการอักเสบ ต่อต้านการติดเชื้อทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส (ที่ตัวยาอื่น ๆ ไม่สามารถทำลายได้) หรือแม้แต่กระทั่งปรสิต หรือพยาธิ ที่ตัวยาอื่นไม่สามารถฆ่าให้ตาย และไม่มีอันตรายแม้แต่จะใช้กับเด็กเล็ก.


------------------------

เอกสารอ้างอิง :

[1] Abdullah O Bamosa, Huda Kaatabi, Fatma M Lebdaa, Abdul-Muhssen Al Elq, Ali Al-Sultanb. Effect of Nigella sativa seeds on the glycemic control of patients with type 2 diabetes mellitusIndian J Physiol Pharmacol. 2010 Oct-Dec;54(4):344-54. PMID: 21675032

[2] Javad Akhondian, Ali Parsa, Hassan Rakhshande. The effect of Nigella sativa L. (black cumin seed) on intractable pediatric seizuresMed Sci Monit. 2007 Dec;13(12):CR555-9. PMID: 18049435

[3] Farshad Roghani Dehkordi, Amir Farhad Kamkhah. Antihypertensive effect of Nigella sativa seed extract in patients with mild hypertensionBraz J Med Biol Res. 2006 Apr;39(4):421-9. Epub 2006 Apr 3. PMID: 18705755

[4] Elsayed I Salim, Shoji Fukushima. Chemopreventive potential of volatile oil from black cumin (Nigella sativa L.) seeds against rat colon carcinogenesisNutr Cancer. 2003;45(2):195-202. PMID: 12881014

[ [ [*Thank you for the source : http://www.greenmedinfo.com/ ] ] ]

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วิธีรักษาโรคอ้วนและลดหนักด้วยน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์

ฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed / Kalonji) ตามตำรายาไทย เรียกว่า “เทียนดำ” คือ สมุนไพรที่สามารถบำบัดได้ทุกโรค  หลาย ๆ คนที่เคยติดตามข้อมูลความรู้เกี่ยวกับฮับบาตุซเซาดะฮ์ ก็คงทราบข้อมูลเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้วนะคะ แล้วความอ้วนถือว่า เป็นโรค หรือไม่??

น้ำหนักตัวเกิน และโรคอ้วน (Overweight and obesity) 
องค์การอนามัยโลก ให้นิยามว่า น้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วน หมายถึง ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเกินปกติ จนเป็นปัจจัยเสี่ยง หรือ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่ส่งผลถึงสุขภาพ จนอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้  โดยผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index หรือ BMI) ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เรียกว่า น้ำหนักตัวเกิน และหากมีค่าดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป เรียกว่า เป็นโรคอ้วน อย่างไรก็ดี สำหรับคนเอเชียมีรูปร่างเล็กกว่า จึงกำหนดให้น้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วน มีค่าดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 23 และ 25 ขึ้นไป ตามลำดับ


องค์การอนามัยโลก และกลุ่มแพทย์ชาวเอเชีย ได้แบ่งโรคอ้วนออกเป็น 3 ระดับ คือ ปานกลาง รุนแรง และรุนแรงมาก โดยระดับความรุนแรงมาก คือ ค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 40 ขึ้นไป (องค์การอนามัยโลก) หรือตั้งแต่ 30 ขึ้นไปในคนเอเชีย และให้ถือว่าโรคอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญปัญหาหนึ่ง ที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะน้ำหนักตัวเกิน และโรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับฮับบาตุซเซาดะฮ์

ในประเทศอินโดนีเซีย มีการศึกษาวิจัยทางคลินิก โดยทำการทดลองแบบ double blinded ในผู้ป่วยที่ถูกนำมาควบคุม ด้วยการให้ยาหลอก โดยคัดเลือกจากผู้ป่วยชาย ที่เป็นผู้ใหญ่และมีโรคอ้วน (อ้วนลงพุง) เพื่อศึกษาถึงประสิทธิภาพของฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Nigella sativa) ในศูนย์กลางของความเป็นอิสระของเซรั่มฮอร์โมนเพศชาย, น้ำหนักตัว, เส้นรอบเอว, น้ำตาลในเลือด, ไขมัน, กรดยูริค , adiponectin (โปรตีนที่มีส่วนในการควบคุมกลูโคส), hs-CRP (ความไวของโปรตีนที่ตอบสนองในเลือดต่อการอักเสบ), และผลข้างเคียง[1] โดยให้การรักษาด้วยการให้ผงของเมล็ดฮับบาตุซเซาดะฮ์ ในปริมาณ 1.5 กรัม (สองแคปซูล) รับวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 เดือ ผลลัพธ์ที่ได้ปรากฏว่า มีค่านัยสำคัญที่สูงมาก ในการลดลงของน้ำหนักตัว, เส้นรอบเอว, และความดันโลหิตตัวบน อย่างไรก็ดี การลดลงของระดับน้ำตาลในเลือดในขณะอดอาหาร, ฮอร์โมนเพศชาย, ความดันโลหิต (ค่าตัวล่างที่วัดได้), ไตรกลีเซอไรด์, และคอเลสเตอรอล-HDL, SGOT, SGPT, กรดยูริค และ hs-CRP ไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเพราะการได้รับฮับบาตุซเซาดะฮ์ในปริมาณโดสที่มีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็น และพบว่าไม่มีผลข้างเคียงในกลุ่มที่ให้การรักษา[2]

ฮับบาตุซเซาดะฮ์ (เทียนดำ) กับการรักษาโรคอ้วน

โรคอ้วน (Obesity) มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอุบัติการณ์ที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้น ในการแก้ปัญหาโรคอ้วนนอกจากการควบคุมและลดน้ำหนักแล้ว ก็ควรคำนึงถึงโรครองเหล่านี้ด้วยเช่นกัน การศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ฮับบาตุซเซาดะฮ์ (เทียนดำ) มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคหัวใจ, ต้านมะเร็ง, ป้องกันโรคเบาหวาน, มีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปัญหาเรื่องโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นตามมาเช่นกัน ดังนั้น ในอนาคตควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของฮับบาตุซเซาดะฮ์ในการป้องกันและบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ [3]

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่า “โรคอ้วน” เป็นปัญหาสุขภาพที่แพร่หลายมากที่สุด ส่งผลกระทบต่อทุกกลุ่มอายุ และนำไปสู่​​โรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ, เบาหวาน ชนิดที่ 2, และโรคหลอดเลือดสมอง นักวิจัยได้ทบทวนบทคัดย่อในผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน, ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ จำนวน 33 บท แล้วพบว่า ฮับบาตุซเซาดะฮ์ (เทียนดำ), ชาเขียว และชาแดง (Chinese Black Tea) มีผลในการป้องกันโรคอ้วน (anti-obesity)[4]

การศึกษาโดยนักวิจัยชาวอิหร่าน ได้ทำการตรวจสอบประสิทธิผลในระยะยาวของการใช้ฮับบาตุซเซาดะฮ์ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่มีต่อระดับไขมันในเลือดและความสามารถในการใช้ออกซิเจน ของผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินคงที่ ด้วยการทดลองกับกลุ่มควบคุม แบบ double-blind โดยการสุ่มผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินคงที่ จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แล้วให้ฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นยาเสริม กับอีกกลุ่มให้ยาหลอก เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยให้ทั้งสองกลุ่มมีส่วนร่วมในออกกำลังกายแบบแอโรบิก จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยทั้งก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ ได้ทำการวัดค่าไขมันในเลือด และ VO2 max (วี-โอ-ทู-แมกซ์ คือ การทดสอบสมรรถนะร่างกายแบบหนึ่ง เพื่อวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ออกซิเจนของร่างกาย ว่ามีความสามารถที่จะดึงออกซิเจนจากอากาศมาผสมกับเลือด เพื่อส่งไปยังกล้ามเนื้อต่าง ๆ ได้สูงสุดแค่ไหน)

ผลการทดลองปรากฏว่า กลุ่มผู้หญิงที่ได้รับยาหลอกและออกกำลังกายแบบแอโรบิก มีการลดลงของคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอล-LDL และมีการเพิ่มขึ้นของค่า VO2 Max ส่วนกลุ่มผู้หญิงที่ใช้ฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นยาเสริมและมีการออกกำลังกายแบบแอโรบิก มีการลดลงของคอเลสเตอรอลรวม, ไตรกลีเซอไรด์, LDL (ไขมันไม่ดี) และดัชนีมวลกาย (อัตราส่วนของไขมันกล้ามเนื้อ) กล่าวคือ มีการสูญเสียไขมันในร่างกายและมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น

สรุปได้ว่า การใช้ฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นยาเสริม ช่วยเพิ่ม HDL (ไขมันชนิดดี) และ VO2 Max นักวิจัยจึงสรุปว่า การใช้ฮับบาตุซเซาดะฮ์เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีผลช่วยเสริมฤทธิ์กันและกัน ดังนั้น การบริโภคฮับบาตุซเซาดะฮ์ (เทียนดำ) และร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก จึงเป็นวิธีที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด[5]

เรามีวิธีการใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) เพื่อลดน้ำหนัก อย่างไรบ้าง??


ฮับบาตุซเซาดะฮ์ นอกจากจะช่วยรักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาด้านสุขภาพแล้ว ยังช่วยรักษาโรคอ้วน หรือลดน้ำหนักได้อีกด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากมันช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับอินซูลินและน้ำตาลในเลือด ช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญ  ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า มีเว็บไซด์หลายแห่งได้แนะนำให้ใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (Black Seed Oil) ร่วมกับน้ำผึ้ง และผงซินนามอน (cinnamon) เนื่องจากซินนามอน หรืออบเชย ก็มีคุณสมบัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน และ “น้ำผึ้ง” ในทางอายุรเวท คือ ตัวแครีเออร์ (carrier) ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่สมุนไพร ด้วยการเป็นตัวนำพาสารอาหารไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อ ด้วยคุณสมบัตินี้เอง จึงมักนำน้ำผึ้งไปเป็นส่วนผสมของสมุนไพร/เครื่องเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการรักษาให้ดียิ่งขึ้น


*การลดน้ำหนักโดยใช้ซินนามอนร่วมด้วย* : มีข้อควรระวัง คือ ผงซินนามอนที่นำมาใช้ ควรจะเป็นอบเชยหรือซินนามอนจากลังกา (Ceylon cinnamon, True cinnamon) ในขณะที่ร้านค้าโดยทั่วไปมักจะเป็นอบเชยจีน (Chinese Cinnamon) ซึ่งมีราคาถูกและมีสารคูมาริน (coumarin) สูง ถ้าหากรับประทานในปริมาณมาก ๆ หรือเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นอันตรายต่อตับและไต นอกจากนี้ผงซินนามอนที่ขายอยู่ในท้องตลาดบ้านเรามักจะไม่ได้ระบุแหล่งที่มาว่าเป็นอบเชยชนิดใด

 ศาสตร์การแพทย์ตามแนวทางอายุรเวท  

วิธีการรักษาโรคอ้วน (Obesity) : ให้ใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (หรือ Kalonji Oil) ½ ช้อนชา กับน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ผสมในน้ำอุ่น ดื่มวันละ 2 ครั้ง 

วิธีที่ดีที่สุด คือ ให้รับประทานมื้อแรกในตอนเช้า หลังจากตื่นนอนก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้า ประมาณ ½ - 1 ชั่วโมง และอีกมื้อหนึ่งก่อนนอน ช่วงที่กระเพาะอาหารว่าง ไม่ได้ทานอาหารอะไรก่อนเข้านอน 2 ชั่วโมง จะช่วยเอาชนะโรคอ้วน หรือลดน้ำหนักได้  นอกจากนี้ จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภทหวาน/มัน อาหารทอด ขนมเค้กหรือเบเกอรี่ต่าง ๆ อีกด้วย และที่สำคัญคือ ถ้ามีการออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมด้วยจะยิ่งดีเยี่ยมเลยค่ะ ^^


************************
ข้อมูลอ้างอิง :
[1] Datau EA, Wardhana, Surachmanto EE, Pandelaki K, Langi JA, Fias. Efficacy of Nigella sativa on serum free testosterone and metabolic disturbances in central obese male. Acta Med Indones 2010;42(3):130-134.
[Medline]
[2] Najmi A, Nasiruddin M, Khan RA, Haque SF. Effect of Nigella sativa oil on various clinical and biochemical parameters of insulin resistance syndrome. Int J Diabetes Dev Ctries 2008;28(1):11-14.
[Medline]
[3] Vanamala J1, Kester AC, Heuberger AL, Reddivari L.; “Mitigation of obesity-promoted diseases by Nigella sativa and thymoquinone,” Plant Foods Hum Nutr. 2012 Jun, PMID: 22477645.
[4] Hasani-Ranjbar S1, Jouyandeh Z, Abdollahi M.; “A systematic review of anti-obesity medicinal plants – an update,” J Diabetes Metab Disord., 2013 June 19, PMID: 23777875.
[5] Farzaneh E1, Nia FR2, Mehrtash M2, Mirmoeini FS3, Jalilvand M1.; “The Effects of 8-week Nigella sativa Supplementation and Aerobic Training on Lipid Profile and VO2 max in Sedentary Overweight Females,” Int J Prev Med., 2014 February, PMID: 24627749.
 

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ผลการใช้ KAMIL HABBATUSSAUDA รักษาโรคเอ็มเอส

วันนี้มีเรื่องที่ยินดีเป็นอย่างยิ่ง นำมาแชร์ให้แก่เพื่อน ๆ และลูกค้า ผู้ใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (black seed oil) ของ KAMIL ค่ะ กล่าวคือ มีลูกค้ารายหนึ่ง สามีเธอป่วยเป็นโรคเอ็มเอส หรือโรคมัลติเพิล สเคอโรซิส (Multiple sclerosis : MS) เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งระบบประสาทส่วนกลางนี้จะประกอบด้วย สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา เมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลง


สาเหตุของโรค : สาเหตุที่ทำให้เกิด โรคเอ็มเอส นั้น ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่า โรคเอ็มเอส เกิดจากปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการติดเชื้อ หรือได้รับเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียบางชนิด ส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถแยกแยะได้ถูกต้อง ระหว่างเซลล์ร่างกายกับสิ่งแปลกปลอม ทำให้แทนที่ภูมิต้านทานจะทำลายเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว กลับทำร้ายเซลล์ตัวเอง (auto immune) โดยไปทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทด้วย จนเกิดอาการอักเสบขึ้นมา

อาการของโรค : ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส จะมีอาการหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดโรค เช่น หากเกิดที่เส้นประสาทตา จะส่งผลต่อการมองเห็น อาจสูญเสียการมองเห็นของตาข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากเส้นประสาทตาอักเสบ จึงทำให้ปวดตา ตามัว ภายในเวลา 1-2 นาที หากเกิดที่ไขสันหลัง หรือสมอง อาจมองเห็นภาพซ้อน มีอาการชาครึ่งตัว แขนขาไม่มีแรง เหน็บชา ปวด หรือปัสสาวะไม่ออก ขึ้นอยู่กับว่าเกิดที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมส่วนไหนของร่างกาย ถ้าเป็นที่สมองส่วนกลางที่ควบคุมการทรงตัว คนไข้อาจมีอาการหัวหมุน หรือวิงเวียนศีรษะได้แต่มักมีอาการอื่นร่วมด้วย ทั้งนี้หากเป็นมากอาจสูญเสียการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนอาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิตได้

ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ จะมีความผิดปกติทางสมองประมาณ 30-70% โดยเฉพาะด้านการกะระยะทาง ความจำ ความเร็วในการประมวลผล และการบริหารงาน ทั้งการแก้ปัญหา การวางแผน การจัดลำดับงาน เป็นต้น

การรักษาโรคเอ็มเอส : ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษา โรคเอ็มเอส ให้หายขาด เนื่องจากมีแผลเป็นในระบบประสาทเกิดขึ้น ทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการ โดยชะลอให้อาการต่างๆ ทุเลาลง ด้วยการให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ เพื่อลดอาการอักเสบ หรือยาลดความรุนแรงของโรคในกลุ่ม Interferon bata หรือ ยากดภูมิคุ้มกันบางตัว

นอกจากนี้ ยังมีการแพทย์ทางเลือกที่ช่วยทุเลาอาการ เช่น การฝังเข็ม (acupuncture), ไคโรแพรกติก (chiropractic), การใช้ยาสมุนไพร (herbal medicine), แนวการรักษาแบบโฮมิโอพาธี (homeopathy) และแนวการรักษาแบบออสทีโอพาธี (osteopathy) ฯลฯ

การใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (black seed oil) รักษาโรคเอ็มเอส จึงถือได้ว่า เป็นหนึ่งในการแพทย์ทางเลือก และเป็นการแพทย์ตามแนวทางอิสลาม ซึ่งมีรายงานวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) กล่าวว่า “จำเป็นสำหรับท่านทั้งหลาย คือ ฮับบะตุซเซาดะฮ์ เพราะแท้จริงมันเป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย”  บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม

ถึงแม้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่า น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ หรือที่คนไทยเรียกว่า “น้ำมันเทียนดำ” สามารถรักษาโรคเอ็มเอส ได้ แต่ด้วยคุณสมบัติของน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (black seed oil) เอง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค อีกทั้งมีสรรพคุณครอบคลุมในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขว้างทั่วถึงในทุก ๆ โรค  ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (blask seed oil) สามารถรักษาโรคเอ็มเอส ได้นั่นเอง 

นอกจากนี้ ผลลัพธ์จากประสบการณ์ของผู้ใช้ Black Seed Oil ในการรักษาโรคเอ็มเอส ในต่างประเทศ ก็มีให้เห็นมาแล้ว 2 ราย เป็นผู้ป่วยชาย 1 ราย และหญิง 1 ราย ดังบทความที่เคยนำเสนอมาแล้ว
 
และล่าสุดนี้ เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง มีผู้ใช้น้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ (black seed oil) ของ KAMIL เพียงเวลา 1 ปี ทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้ จากคำบอกเล่าของภรรยาของผู้ป่วยที่เป็นลูกค้าของ KAMIL เธอได้นำเรื่องราวนี้มาแชร์ในไลน์กลุ่ม KAMIL HABBATUSSAUDA ว่า..


“สวัสดีค่ะทุกท่าน มีข้อมูลมาแชร์ค่ะ สามีดิฉันเป็นโรค MS มา 15 ปี ที่ผ่านมารักษาตามอาการ พอมีอาการกำเริบทีก็จะต้องไปให้ยา จนกระทั่งได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ black seed (ฮับบะตุซเซาดะฮ์) ว่าช่วยอะไรได้บ้าง  จึงสั่งซื้อ ให้สามีรับประทาน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2015 และทานมาเรื่อย ๆ สิ่งที่พบได้จาการทานน้ำมันฮับบาตุซเซาดะฮ์ ของ KAMIL ก็คือ (1) การนอนหลับดีมาก มากจนน่าตกใจ จากที่เคยหลับยากมาก (2) ล่าสุดคุณหมอได้ตรวจโดยให้ทำ MRI สมอง และหลัง ผลปรากฏว่า ไม่พบจุดขาวในสมอง โดยมีขนาดเล็กลงและไม่มีเพิ่มขึ้น และบริเวณ spine ไม่พบ จุดขาว เช่นกัน ซึ่งก็ตรงกับเรื่องราวที่มีการแชร์ กันว่า black seed oil ช่วยรักษาโรค MS ได้  ซึ่งแม้แต่หมอเองก็ยังแปลกใจ

นอกจากนี้ สามีของดิฉันยังมีอาการอื่น ๆ ที่ดีขึ้น จึงขอทานต่อไปอีกสักพักหนึ่ง แล้วจะกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ  ต้องขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเมตตา ให้ครอบครัวเราได้รู้จักสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา” (1 พฤษภาคม 2559)

MASHA’ALLAH, ALHAMDULILLAH!!