วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การใช้ Thymoquinone ร่วมกับยาเคมีบำบัด ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด

งานวิจัยเรื่อง : การใช้ Thymoquinone ร่วมกับยาเคมีบำบัด ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด : การศึกษาในหลอดทดลองและใน
ร่างกายมนุษย์

[Thymoquinone and cisplatin as a therapeutic combination in lung cancer :
In vitro and in vivo]
Syed H Jafri1,2*, Jonathan Glass1,2, Runhua Shi1,2, Songlin Zhang3, Misty Prince4 and Heather Kleiner-Hancock4
* Corresponding author : Syed H Jafri  sjafri@lsuhsc.edu
Author Affiliations Louisiana State University, Shreveport LA, USA
1. Feist-Weiller Cancer Center, 2. Department of Medicine, 3. Department of Pathology, 4. Department of Pharmacology, Toxicology and Neuroscience

------------------------------
ความเป็นมา :

มะเร็งปอด (Lang Cancer) เป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสหรัฐอเมริกา โดยในปี 2008 คาดว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่ 215,020 ราย ในจำนวนนี้จากรายงานทางสถิต คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด จำนวน 161,480 คน ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด มีอัตรามากกว่าการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็ง
ลำไส้ใหญ่รวมกัน

มะเร็งปอดมี 2 ประเภทที่สำคัญ คือ มะเร็งปอดชนิด non-small (NSCLC) มีประมาณ 85%  และมะเร็งปอดขนาดเล็ก (SCLC) มีประมาณ 15% 

ประมาณ 16% ของผู้ป่วย NSCLC ที่ได้รับการวินิจฉัยในระยะแรกของโรค (early stage) จะรักษาด้วยการผ่าตัดศัลยกรรม และให้การรักษาเสริมด้วยการให้ยาเคมีบำบัด  โดยขั้นตอนดังกล่าวนี้ ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษากับผู้ป่วย NSCLC ในระยะที่รุนแรงขึ้น (advanced stages) รวมทั้งในการรักษาผู้ป่วย SCLC

ยาเคมีบำบัดที่นำมาใช้งานมากที่สุดในการรักษาโรค คือ cisplatin (CDDP) ซึ่งจะใช้ในคู่กับยาตัวอื่น เช่น ยา paclitaxel, Gemcitabine และ docetaxel  อัตราการตอบสนองของผู้ป่วย NSCLC จากการใช้ยา CDDP เพียงอย่างเดียวมีประมาณ 20% และหากใช้ร่วมกับยาตัวที่สอง ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณการตอบสนองเป็น 26% และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการอนุมัติให้ใช้ยาตัวใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งปอด ได้แก่ erlotinib และ bevacizumab  อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม 5 ปี ของการมีชีวิตอยู่รอดจากโรคมะเร็งปอด ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่น่าพึงพอใจ เช่นเดียวกับในอดีตเมื่อ 25 ปี และยังคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดถึง 16%
ภาพมะเร็งปอดและการแพร่กระจายของเนื้อร้าย




เมล็ดยี่หร่าดำ หรือที่รู้จักในชื่อ Nigella sativa (พืชในตระกูลเดียวกับดอกดาวเรือง Ranunculaceae) เป็นพืชล้มลุกที่เติบโตในประเทศที่มีพรมแดนในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, ปากีสถาน และอินเดีย เมล็ดพันธุ์ของมันได้ถูกนำมาใช้เป็นยาทางธรรมชาติ (natural remedy) มานานกว่า 2,000 ปี เพื่อใช้ในการส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรค  คุณสมบัติในการใช้เป็นยาสมุนไพรได้ถูกนำมากล่าวถึง โดยท่านศาสดาแห่งอิสลาม มุฮัมมัด (สันติภาพจงมีแด่ท่าน) ซึ่งท่านได้แนะนำให้ใช้สำหรับรักษาโรคต่าง ๆ

Thymoquinone (TQ) เป็นองค์ประกอบของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยในเมล็ดสีดำ (Black Seed) มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ, ป้องกันอนุมูลอิสระ, และป้องกันมะเร็ง  ทั้งการใช้ในหลอดทดลองและในร่างกาย  TQ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า มันมีคุณสมบัติในการป้องกันเนื้องอก (anti-tumor) โดยเฉพาะกับเซลล์มะเร็งที่มาจากโรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่

นอกจากนี้ TQ ยังได้แสดงให้ถึงฤทธิ์ในการต้านเนื้องอก (anti-tomor) โดยนำมาใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด CDDP ในรักษามะเร็ง Ehrlic ascites sarcoma (EAC) โดยไม่มีพิษต่อไตจากการใช้ยาเคมีบำบัด CDDP โดยการทดสอบการใช้กับหนูทั้งสองชนิดและชนิดอื่นๆ  โดยเมื่อให้ TQ ผสมในน้ำดื่มให้แก่หนู จะมีอาการดีขึ้นจากพิษต่อไต ที่มีผลมาจากยาเคมีบำบัด CDDP ทั้งยังปรับปรุงผลการรักษาด้วย CDDP ได้ดีขึ้น

การใช้ TQ ร่วมกับยาเคมีบำบัด ในตัวแทนของกลุ่มเป้​าหมาย เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็ง และอาจช่วยลดผลกระทบจากการรักษาในหลาย ๆ วิธีการ ที่ทำให้เกิดการดื้อยาในเซลล์มะเร็งของมนุษย์ อะตอมแร่ธาตุใน CDDP จะทำการ covalent bonds (แลกเปลี่ยนแร่ธาตุ) ไปยัง N7 ในตำแหน่งของฐาน purine จากหลักที่ 1, 2 - หรือ 1, 3- ลิงค์ภายในตัวเอง และข้ามสายกัน และในที่สุดก็นำไปสู่​​การตายของเซลล์มะเร็ง  นอกจากนี้ยังพบว่า CDDP ก่อให้เกิดการแสดงออกที่เพิ่มขึ้นของ NF-κB และ
ผลที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้การต้านทานต่อผลกระทบในการใช้ยาเคมี CDDP เพิ่มขึ้น

NF-κB เป็นตัวที่ควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง โดยเพิ่มการแสดงออกของ cyclin D1 ซึ่งย้ายเซลล์จาก G1 ไปยัง S เฟส  มีรายงานว่า TQ มีฤทธิ์ในการปราบปรามปัจจัยที่ทำให้เกิดเนื้องอกหรือเนื้อร้าย (TNF) เหนี่ยวนำให้เกิดการแสดงออก NF-κB ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (KBM-5) ซึ่งเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมเซลล์มะเร็งถึงเกิดขบวนการตายลง (apoptosis)

ดังนั้น ในการศึกษาครั้งนี้เราจึงได้นำ TQ มาใช้ร่วมกับ CDDP ซึ่งเป็นยาเคมีบำบัดที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อ DNA โดยตั้งสมมุติฐานว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง TQ และ CDPP จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ CDDP และการเอาชนะต่อการต้านทานของเคมีบำบัดจาก CDDP โดยการหยุดยั้งผลกระทบดังกล่าว มีผลต่อการขยายโครงข่ายเส้นเลือดในเนื้องอก (angiogenesis) และการแพร่กระจายของเนื้อร้าย

วิธีการวิจัย :

การวิจัยครั้งนี้ เราใช้โมเดลของหนู (Mouse xenograft model) เป็นตัวทดสอบ เพื่อดูปฏิกิริยาที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายของมนุษย์ จากการใช้ Thymoquinone เป็นยาร่วมในการรักษาโรคมะเร็งปอด

ผลลัพธ์ :

Thymoquinone (TQ) สามารถที่จะยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง, ลดความมีชีวิตของเซลล์มะเร็ง, และเหนี่ยวนำให้เกิดขบวนตายลงของเซลล์ (apoptosis) การใช้ TQ ในขนาด 100 ไมโครโมลาร์และ CDDP ที่ 5 ไมโครโมลาร์ ช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งได้เกือบ 90% แสดงให้เห็นถึงผลของการทำงานร่วมกัน  โดย TQ ก็สามารถที่จะเหนี่ยวนำให้เกิด apoptosis ในเซลล์ NCI-H460 และ H146-NCI ที่ใช้ในแบบจำลองของหนู  เราสามารถที่จะแสดงให้เห็นว่า การทำงานร่วมกันของ TQ และ CDDP ทำให้ร่างกายสามารถต้านฤทธิ์ของยาเคมีได้  และช่วยให้ขนาดและน้ำหนักของเนื้องอกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่มีพิษ (toxicity) เพิ่มขึ้น ในโมเดลของหนูทดลอง ขนาดของการใช้ TQ (TQ5 mg / kg / Cis 2.5 mg / kg) ปริมาณเนื้องอกลดลง 59% และขนาด (TQ20 mg / kg / Cis 2.5 mg / kg)
ลดลง 79% เมื่อเปรียบเทียบกับการควบคุมในหลอดทดลอง ซึ่งข้อมูลสอดคล้องกัน  

สรุปผลการวิจัย :

ผลการวิจัยสรุปว่า thymoquinone มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของโครงข่ายเส้นเลือดในเนื้องอก (tumor angiogenesis) รวมทั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก และสามารถนำไปใช้เป็นยาที่มีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็ง และในอนาคตควรได้รับการพัฒนาเพื่อใช้กับมนุษย์ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่การรักษาโรคมะเร็งปอดเท่านั้น แต่รวมทั้งประเภทอื่น ๆ ของเนื้องอกด้วยเช่นกัน

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution 2.0 Generic License.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

กรุณากรอกชื่อ หรือนามแฝง หรืออีเมลล์ด้วยค่ะ